First page About Trade Point Thailand Our Partners Our Service Member registry News & Activities Trade Point Newsletter Trade library Contact us Useful link
 
 
 
     
 
พิธีการศุลกากร

   
ประเภทของบัตร สถานที่ยื่นคำร้องขอมีบัตร
   
เอกสารที่ควรจัดเตรียมในการขอทำบัตร Smart Card ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
   
เอกสารประกอบการทำบัตรผู้รับมอบอำนาจ พิธีการศุลการกรการส่งออก
   
เอกสารประกอบการทำบัตรผ่านพิธีการ การเงินระหว่างประเทศ
   
เอกสารหลักฐานประกอบการทำบัตรผู้ชำนาญการศุลกากร  
   


ในปัจจุบันการใช้บริการกรมศุลกากร ได้นำเทคโนโลยีการทำบัตรในรูปแบบ SMART CARD
( บัตรสำหรับพิธีการศุลกากร ) มาใช้สำหรับผู้ประกอบการทำบัตรติดต่อกับกรมศุลกากร โดยบัตร Smart Card นี้สามารถบันทึกข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญของผู้ขอมีบัตร นอกจากนี้บัตร Smart card ยังยากแก่การปลอมแปลง เนื่องจากมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่เก็บในบัตรสูงกว่าบัตรแบบเดิม ช่วยให้กรมศุลกากร สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ถือบัตรได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
 
 
ประเภทของบัตร
   
  บัตรทอง (GOLD CARD) สีทอง เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับผู้ประกอบการที่นำของเข้าและ/หรือส่งของออก ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ประกอบการระดับบัตรทองจากกรมศุลกากร
   
  บัตรตัวแทนออกของรับอนุญาต (LICENSED CUSTOMS BROKER CARD) สีเงิน เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนออกของรับอนุญาตจากกรมศุลกากร
   
  บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ (OWNER OR MANAGER CARD) สีเหลือง เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของหรือผู้จัดการของบริษัท ห้าง ร้านที่นำของเข้าและ/หรือส่งของ
   
  บัตรผู้รับมอบอำนาจ (ATTORNEY-IN-FACT CARD) สีเขียว เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของหรือผู้จัดการของบริษัท ห้าง ร้าน ตามข้อ (3) ให้ดำเนินการแทนตน
   
  บัตรผ่านพิธีการศุลกากร (CUSTOMS CLEARANCE CARD) สีชมพู เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับบุคคล ที่มีคุณสมบัติตามที่กรมศุลกากรกำหนด เพื่อทำหน้าที่ผ่านพิธีการศุลกากร
   
  บัตรผู้ชำนาญการศุลกากร (CUSTOMS FORMALITY SPECIALIST CARD) สีฟ้า เป็นบัตรที่กรมศุลกากรออกให้กับบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญด้านศุลกากร ที่ผ่านการทดสอบจากกรมศุลกากรให้เป็นผู้ชำนาญการศุลกากร และสามารถใช้แทนบัตรผ่านพิธีการศุลกากรได้ด้วย
   
 
เอกสารที่ควรจัดเตรียมในการขอทำบัตร Smart Card ประเภทต่าง ๆ
เอกสารประกอบการทำบัตรเจ้าของหรือบัตรผู้จัดการ

กรณีเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัท, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, ห้างหุ้นส่วนสามัญ เป็นต้น
   
1 แบบคำร้องตามแบบ กศก.1
   
2 หนังสือรับรองการเป็นหุ้นส่วน จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งออกให้ไว้ ไม่เกิน 6 เดือน ก่อนวันยื่นขอทำบัตร กรณีนิติบุคคลจดทะเบียนในต่างประเทศ ที่สามารถยื่นหนังสือรับรองให้ใช้หลักฐานการจดทะเบียน เป็นนิติบุคคล ของต่างประเทศ โดยมี NOTARY PUBLIC ที่เชื่อถือได้ เป็นผู้ลงนามรับรอง
   
3 บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร หรือใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20) ที่กรมสรรพากรออกให้
   
4 บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบทะเบียนคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ หรือบัตรอื่น ๆ ที่ทางราชการออกให้
   
5 ทะเบียนบ้าน หรือหนังสืออนุญาตให้ทำงาน (WORK PERMIT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ
   
6 เลขที่บัญชีเงินฝาก ชื่อและที่อยู่ของธนาคาร (BANK STATEMENT) หรือสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในนามบริษัทจำกัด ห้าง ร้าน ภายใน 6 เดือน
   
7 หนังสือรับรองประทับตรา (บอจ. 3)
   
8 รูปถ่ายสีหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ซึ่งถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน (เฉพาะกรณีที่ขอทำบัตรทางไปรษณีย์
   
  *** เอกสารตามรายการที่ 2-6 ให้นำต้นฉบับมาแสดง และให้สำเนาภาพถ่ายเอกสารอย่างละ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อและรับรองความถูกต้อง

เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติม เฉพาะกรณีต่อไปนี้
(ก) กรณีบริษัทระบุเงื่อนไข การลงลายมือชื่อที่ต้องประทับตราสำคัญของบริษัทให้ยื่นหนังสือรับรองตราสำคัญของบริษัท จากกระทรวงพาณิชย์
(ข) กรณีกรรมการลงนามร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือหนังสือเดินทาง (เฉพาะบุคคลต่างประเทศ) ของผู้มอบอำนาจ พร้อมนำต้นฉบับมาแสดง และหนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์ 30 บาท ติดในหนังสือมอบอำนาจ
(ค) กรณีไม่สามารถนำหนังสือเดินทาง (PASSPORT) มาแสดงได้ ให้ใช้หนังสือรับรองหนังสือเดินทางที่ออกโดยมี NOTARY PUBLIC ที่เชื่อถือได้เป็นผู้ลงนามรับรอง
(ง) กรณีใช้หนังสืออนุญาตให้ทำงาน (WORK PERMIT) ต้องระบุชื่อ สถานที่ทำงานและที่ตั้งของบริษัทให้ตรงกับบริษัทที่ต้องการขอทำบัตร
   
กรณีเป็นร้านค้า
   
1 แบบคำร้องตามแบบ กศก.1
   
2 ทะเบียนพาณิชย์
   
3 บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร หรือใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20)
   
4 เลขที่บัญชีเงินฝาก ชื่อและที่อยู่ของธนาคาร (BANK STATEMENT) หรือ สมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในนามร้าน หรือเจ้าของร้าน ภายใน 6 เดือน
   
5 บัตรประจำตัวประชาชน
   
6 ทะเบียนบ้าน
   
7 รูปถ่ายสีหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ซึ่งถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
   
  ***(เฉพาะในกรณีที่ทำบัตรทางไปรษณีย์เอกสารตามรายการที่ 2-6 ให้นำต้นฉบับมาแสดงและให้สำเนาภาพถ่ายอย่างละ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อและรับรองความถูกต้อง
   
กรณีเป็นสำนักงานผู้แทน
   
1 แบบคำร้องตามแบบ กศก.
   
2 หนังสือรับรองให้จดทะเบียนประกอบกิจการต่างด้าว ของกระทรวงพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2502
   
3 หนังสือมอบอำนาจ (POWER OF ATTORNEY) ซึ่งผ่านการรับรองจาก NOTARY PUBLIC ที่น่าเชื่อถือ (กรณีที่ไม่กำหนดชื่อบริหารกิจการ)
   
4 คำแปลจากสถาบันการแปลที่เชื่อถือได้
   
5 บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรในนามของสำนักงานผู้แทน
   
6 เลขที่บัญชีเงินฝาก ชื่อและที่อยู่ของธนาคาร (BANK STATEMENT) หรือสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนามของสำนักงานผู้แทน ภายใน 6 เดือน
   
7 บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ
   
8 ทะเบียนบ้านหรือหนังสืออนุญาตให้ทำงาน (WORK PERMIT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ
   
9 รูปถ่ายสี หน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ซึ่งถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน (เฉพาะกรณีที่ขอทำบัตรทางไปรษณีย์)
   
  *** เอกสารตามรายการที่ 2-8 ให้นำต้นฉบับมาแสดงและให้สำเนาภาพถ่ายอย่างละ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อ และรับรองความถูกต้อง
   
กรณีเป็นสหกรณ์, มูลนิธิ, โรงเรียน
   
1 แบบคำร้องตามแบบ กศก.1
   
2 หนังสือจดทะเบียนการจัดตั้ง เช่น จดทะเบียนสหกรณ์, มูลนิธิ, โรงเรียน เป็นต้น
   
3 หนังสือแต่งตั้งผู้มีอำนาจทำการแทน
   
4 หนังสือในนามกรรมการ (ถ้ามี)
   
5 บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรในนามสหกรณ์ มูลนิธิ โรงเรียน
   
6 เลขที่บัญชีเงินฝาก ชื่อและที่อยู่ของธนาคาร (BANK STATEMENT) หรือสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ในนามสหกรณ์ มูลนิธิ โรงเรียน ภายใน 6เดือน
   
7 บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ
   
8 ทะเบียนบ้านหรือหนังสืออนุญาตให้ทำงาน (WORK PERMIT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ
   
9 รูปถ่ายสี หน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ซึ่งถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน (เฉพาะกรณีที่ขอทำบัตรทางไปรษณีย์)
   
  *** เอกสารตามรายการที่ 2-7 ให้นำต้นฉบับมาแสดงและให้สำเนาภาพถ่ายอย่างละ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อ และรับรองความถูกต้อง
   
กรณีเป็นกิจการร่วมค้า
   
1 แบบคำร้องตามแบบ กศก.1
   
2 หนังสือสัญญาร่วมค้า ถ้าทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยจากสถาบันการแปลที่เชื่อถือได้
   
3 หนังสือมอบอำนาจให้เป็นผู้ทำการแทนกิจการร่วมค้า (กรณีที่ไม่กำหนดชื่อผู้บริหารกิจการ)
   
4 บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศของผู้มอบอำนาจ
   
5 หนังสือรับรองตราประทับ (บอจ.3) ของแต่ละบริษัทที่ทำการร่วมค้า
   
6 บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรในนามของกิจการร่วมค้า
   
7 เลขที่บัญชีเงินฝาก ชื่อและที่อยู่ของธนาคาร (BANK STATEMENT) หรือสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในนามของกิจการร่วมค้า ภายใน 6 เดือน
   
8 บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ
   
9 ทะเบียนบ้านหรือหนังสืออนุญาต ให้ทำงาน (WORK PERMIT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ
   
10 รูปถ่ายสี หน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป ซึ่งถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน (เฉพาะกรณีที่ขอทำบัตรทางไปรษณีย์)
   
  *** เอกสารตามรายการที่ 2-8 ให้นำต้นฉบับมาแสดงและให้สำเนาภาพถ่ายอย่างละ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อและรับรองความถูกต้อง
   
กรณีเป็นบริษัทที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
ต้องทำแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้บริษัทอื่นเป็นผู้บริหารแผน พื่อดำเนินกิจการแทนบริษัทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทสามารดำเนินกิจการต่อไปได้
   
1 แบบคำร้องตามแบบ กศก.1
   
2 บุคคลหรือนิติบุคคลที่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีสิทธิได้รับการผ่อนผันไม่ต้องทำบัตร จ้าของหรือผู้จัดการโดยยื่นคำร้องขอผ่อนผันบัตรผ่านหน่วยงาน ที่ผ่านพิธีการศุลกากร พร้อมสำเนาคำสั่งศาล ให้ฟื้นฟูกิจการ หรือทำแผนฟื้นฟู กิจการ และ ให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ลงนามพร้อมประทับตราในเอกสารของบุคคลหรือนิติบุคคล ที่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือทำแผนฟื้นฟูกิจการ
   
  *** บุคคลหรือนิติบุคคล ที่ศาลมีคำสั่งให้ทำหน้าที่บริหารฟื้นฟูกิจการ สามารถยื่นคำร้องขอมีบัตรเจ้าของหรือผู้จัดการได้ โดยปฏิบัติการตามประกาศนี้ พร้อมสำเนาคำสั่งศาล ทั้งนี้บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ จะระบุบริษัทที่มีอำนาจกระทำการแทน และอายุบัตรไม่เกินระยะเวลาตามคำสั่งศาลกำหนดให้
   
 
เอกสารประกอบการทำบัตรผู้รับมอบอำนาจ
   
1 บัตรเจ้าของหรือผู้จัดการ ซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจ
   
2 บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับมอบอำนาจ
   
3 บัตรประจำตัวประชาชนหรือใบทะเบียนคนต่างด้าว หรือหนังสือเดินทาง (PASSPORT) หรือ บัตรอื่นๆ ซึ่งทางราชการออกให้
   
4 ทะเบียนบ้าน หรือหนังสืออนุญาตให้ทำงาน (WORK PERMIT) เฉพาะบุคคลต่างประเทศ
   
5 หนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของหรือผู้จัดการ ตามแบบ กศก.4
   
  *** เอกสารตามข้อ (1) - (4)ให้นำต้นฉบับมาแสดงและให้สำเนาภาพถ่ายเอกสารอย่างละ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อและรับรองความถูกต้อง
   
 
เอกสารประกอบการทำบัตรผ่านพิธีการ
   
1 บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
   
2 บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นๆ ซึ่งทางราชการออกให้
   
3 ทะเบียนบ้าน
   
4 หนังสือแสดงวุฒิการศึกษา

4.1 ประกาศนียบัตรผ่านการอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของจากสถาบันการศุลกากร สำนักบริหารและพัฒนาบุคคลศุลกากร หรือ

4.2 ประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของหรือเทียบเท่า จากสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทยหรือจากสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรตัวแทนออกของที่กรมศุลกากรรับรอง

*** ทั้งนี้ ตามข้อ (4.1) และ (4.2) จะต้องผ่านการทดสอบข้อสอบมาตรฐาน รวม 4 หมวด (กฎหมายศุลกากร พิกัดอัตราศุลกากร พิธีการศุลกากร และสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร) จากกรมศุลกากรก่อนโดยให้ยื่นคำร้องเพื่อขอทดสอบตามแบบ กศก.163 แนบท้ายประกาศนี้ ที่สถาบันการศุลกากร สำนักบริหารและพัฒนาบุคคล ชั้น 15 อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร ในเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคมของทุกปี ในการทดสอบ ผู้เข้าทดสอบสามารถเลือกสอบครั้งละ 1 หมวด 2 หมวด 3 หมวด หรือครบทุกหมวดก็ได้ ทั้งนี้คะแนนที่สอบผ่านในแต่ละหมวดจะจัดเก็บไว้เป็นเวลา 1 ปี โดยประมาณ นับจากวันที่ได้ยื่นคำร้องขอทดสอบครั้งแรกของผู้เข้าทดสอบแต่ละราย และสถาบันการศุลกากรจะแจ้งรายชื่อผู้ที่ผ่านการทดสอบครบทุกหมวด ให้ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้าทราบ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นสุดการสอบ เว้นแต่ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรตัวแทนออกของจากกรมศุลกากร ซึ่งได้แจ้งชื่อให้ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออก และนำเข้าทราบก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ไม่ต้องขอทำการทดสอบข้อสอบมาตรฐาน
   
5 สำเนาภาพถ่ายเอกสารตามข้อ (1) - (4) เอกสารอย่างละ 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อ และรับรองความถูกต้อง (พร้อมทั้งนำต้นฉบับมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ได้
   
 
เอกสารหลักฐานประกอบการทำบัตรผู้ชำนาญการศุลกากร
   
1 บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
   
2 บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นๆ ซึ่งทางราชการออกให้
   
3 ทะเบียนบ้าน
   
4 เอกสารรับรองการเป็นผู้ชำนาญการศุลกากร
   
5 เอกสารตามข้อ (1)- (4) ให้นำต้นฉบับมาแสดงและสำเนาภาพถ่ายเอกสารอย่างละ 1 ฉบับพร้อมลงลายมือชื่อและรับรองความถูกต้อง
   
  หมายเหตุ :
   
  -  เอกสารประกอบคำร้องต้องนำตัวจริงและสำเนามาตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่
-  กรุณานำเอกสารมาตรวจสอบให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมาทำบัตร
-  ผู้รับมอบมาถ่ายรูปทำบัตรกรุณานำตราสำคัญบริษัทมาประทับต่อหน้าเจ้าหน้าที่
-  ถ้าต้องการบัตรมากกว่า 1 บัตรกรุณากรอกแบบฟอร์มในคำร้องขอบัตรเพิ่ม
-  ถ้าเคยทำบัตรพิธีการศุลกากรแล้ว และบัตรยังไม่หมดอายุ
   ต้องนำคำร้องขอยกเลิกบัตรพร้อมบัตรเก่าทั้งหมดมา
-  เจ้าหน้าที่ก่อนทำบัตรใหม่ (หากบัตรเดิมหายต้องนำใบแจ้งความแนบคำร้องขอยกเลิกบัตรเดิมด้วย)
   
 
สถานที่ยื่นคำร้องขอมีบัตร

ผู้ประสงค์จะทำบัตรศุลกากรประเภทต่าง ๆ ต้องมาถ่ายรูปหรือส่งรูปถ่ายทางไปรษณีย์ และยื่นคำร้องขอมีบัตร ณ ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้า สำนักงานเลขานุการกรม อาคาร 120 ปี ชั้น P กรมศุลกากร ในวันและ เวลาราชการ หรือที่สำนักงานศุลกากรภูมิภาคหรือด่านศุลกากรทุกแห่ง
ขั้นตอนการขอมีบัตรพิธีการศุลกากร ณ กรมศุลกากร

1 ผู้ขอมีบัตรรับแบบคำร้องขอมีบัตรที่ฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกนำเข้า กรมศุลกากรหรือพิมพ์จาก www.customscard.com
   
2 ผู้ขอมีบัตรพิมพ์แบบคำร้องขอมีบัตรและยื่นแบบคำร้องพร้อมเอกสารที่ประทับตราสำคัญบริษัทฯ
   
3 เจ้าหน้าที่ตรวจแบบคำขอและเอกสารประกอบ
   
4 ผู้ขอมีบัตรชำระค่าธรรมเนียม 251.50 บาท (ราคารวม VAT) และรับบัตรคิว
   
5 ผู้ขอมีบัตรถ่ายรูปพร้อมยื่นเอกสารที่เจ้าหน้าที่ Scan ลายมือชื่อและตราประทับ
   
  ผู้ขอมีบัตรรอเรียกตามหมายเลขบัตรคิว
   
  ผู้ขอมีบัตรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและรูปถ่ายก่อนพิมพ์บัตร
   
  รับบัตรพิธีการศุลกากร พร้อมใบเสร็จรับเงิน
   
  การขอมีบัตรพิธีการศุลกากร ณ สำนักงานศุลกากรภูมิภาค
   
 
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ผู้ประกอบการที่ต้องการรายละเอียดหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำบัตร Smart Card โปรดติดต่อฝ่ายทะเบียนผู้ส่งออกและนำเข้า สำนักงานเลขานุการกรม อาคาร 120 ปี ชั้น P กรมศุลกากร หรือที่สำนักงานศุลกากรภูมิภาคหรือด่านศุลกากรทุกแห่งในวันและเวลาราชการ

 
พิธีการศุลการกรการส่งออก

ในการส่งออกสินค้า ผู้ส่งออกก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่กรมศุลกากรและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งออกกำหนดไว้ให้ครบถ้วนเช่นเดียวกับการนำเข้า โดยมีคำแนะนำในการจัดเตรียมเอกสาร และปฏิบัติตามขั้นตอนพิธีการศุลกากรในการส่งออกสินค้า ดังนี้
   
1 ประเภทใบขนสินค้าขาออก เป็นแบบพิมพ์ที่กรมศุลกากรกำหนดให้ผู้ส่งออก ต้องยื่นต่อกรมศุลกากรในการส่งออกสินค้า ซึ่งจำแนกออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะการส่งออก ดังนี้
   
  (1) แบบ กศก.101/1 ใบขนสินค้าขาออก ใช้สำหรับการส่งออกในกรณี ดังต่อไปนี้
- การส่งออกสินค้าทั่วไป
- การส่งออกของส่วนบุคคลและเอกสิทธิ์
- การส่งออกสินค้าประเภทส่งเสริมการลงทุน (BOI)
- การส่งออกสินค้าจากคลังสินค้าทัณฑ์บน
- การส่งออกสินค้าที่ขอชดเชยค่าภาษีอากร
- การส่งออกสินค้าที่ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ
- การส่งออกสินค้าที่ต้องการใบสุทธินำกลับ
- การส่งสินค้ากลับออกไป (RE-EXPORT)
   
 
(2) แบบ กศก.103 คำร้องขอผ่อนผันรับของ/ส่งของออกไปก่อน ใช้สำหรับการขอส่งสินค้าออกไปก่อนปฏิบัติพิธีการใบขนสินค้าขาออกในลักษณะที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ ในประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2544
   
  (3) แบบ A.T.A. Carnet ใบขนสินค้าสำหรับนำของเข้าหรือส่งของออกชั่วคราว ใช้สำหรับพิธีการส่งของออกชั่วคราวในลักษณะที่กำหนดในอนุสัญญา
   
  (4) ใบขนสินค้าพิเศษสำหรับรถยนต์และจักรยานยนต์นำเข้าหรือส่งออกชั่วคราว ใช้สำหรับการส่งออกรถยนต์และจักรยานยนต์ชั่วคราว
   
2 เอกสารที่ผู้ส่งออกควรจัดเตรียม ในการส่งออกสินค้า
   
  (1) ใบขนสินค้าขาออก ประกอบด้วยต้นฉบับและสำเนา 1 ฉบับ
   
  (2) บัญชีราคาสินค้า (Invoice) 2 ฉบับ
   
  (3) แบบธุรกิจต่างประเทศ (Foreign Transaction Form) : ธต. 1 จำนวน 2 ฉบับ กรณีสินค้าส่งออกมีราคา FOB เกิน 500,000 บาท
   
  (4) ใบอนุญาตส่งออกหรือเอกสารอื่นใดสำหรับสินค้าควบคุมการส่งออก
   
  (5) เอกสารอื่น ๆ (ถ้ามี)
   
3 ขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการส่งออกสินค้า
   
  (1) ผู้ส่งออกหรือตัวแทนส่งข้อมูลใบขนสินค้าขาออกและบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ทุกรายการจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ส่งออกหรือตัวแทนมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากร โดยผ่านบริษัทผู้ให้บริการระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
   
  (2) เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรตรวจสอบข้อมูลในใบขนสินค้าขาออกส่งมาถูกต้องครบถ้วนแล้ว จะออกเลขที่ใบขนสินค้าขาออกและตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ เพื่อจัดกลุ่มใบขนสินค้าขาออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้และแจ้งกลับไปยังผู้ส่งออกหรือตัวแทน เพื่อจัดพิมพ์ใบขนสินค้า

- ใบขนสินค้าขาออกที่ต้องตรวจสอบพิธีการ (Red Line) สำหรับใบขนสินค้าประเภทนี้
ผู้ส่งออกหรือตัวแทนต้องนำใบขนสินค้าไปติดต่อกับหน่วยงานประเมินอากรของท่าที่ผ่านพิธีการ
- ใบขนสินค้าขาออกที่ไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ (Green Line) สำหรับใบขนสินค้าขาออกประเภทนี้ ผู้ส่งออกสามารถชำระค่าอากร (ถ้ามี) และดำเนินการนำสินค้าไปตรวจปล่อยเพื่อส่งออกได้เลย โดยไม่ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ประเมินอากร
   
4 ข้อควรทราบเพิ่มเติมในการส่งออกสินค้า
   
  (1) ถ้าสินค้าที่ส่งออกเป็นสินค้า ที่ผู้ส่งออกประสงค์จะนำกลับเข้ามาในประเทศไทยอีก ภายในหนึ่งปี โดยขอยกเว้นอากรขาเข้า ให้เพิ่มคู่ฉบับใบขนสินค้าขาออกอีกหนึ่งฉบับเพื่อใช้เป็นหลักฐานที่เรียกว่า "ใบสุทธินำกลับ" เพื่อเป็นหลักฐานในการนำสินค้ากลับเข้ามา
   
  (2) การส่งน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผลิตในราชอาณาจักร ไปจำหน่ายยังต่างประเทศ และผู้ส่งออกต้องการขอคืนภาษีน้ำมันของกรมสรรพสามิต ให้เพิ่มคู่ฉบับใบขนสินค้าขาออกอีกหนึ่งฉบับ และเขียนหรือประทับตรายางมีข้อความว่า "ขอคืนภาษีน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์น้ำมัน" ไว้
ตอนบนใบขนสินค้าขาออกและคู่ฉบับ
   
  (3) สำหรับท่ากรุงเทพ การส่งสินค้า Re-Export ไปยังประเทศ สปป.ลาว และประสงค์จะขอคืนอากรขาเข้า ให้เพิ่มคู่ฉบับใบขนสินค้าขาออก อีกหนึ่งฉบับแนบติดกับต้นฉบับ ใบขนสินค้าขาออกด้วย
   
  (4) การส่งออกที่ผู้ส่งออกประสงค์จะได้เอกสารส่งออกจากกรมศุลกากรเพื่อขอรับเงินชดเชยอากร จะต้องยื่นคู่ฉบับใบขนสินค้าขาออกอีกหนึ่ง
ฉบับ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือมีสีน้ำเงินที่มุมทั้ง 4 มุม
   
  (5) สินค้าส่งออกที่ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ จะต้องยื่นใบแนบใบขนสินค้าขาออก เพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ
   
  (6) สถานที่สำหรับตรวจสินค้าขาออก มีดังนี้
   
  - ท่าศุลกสถาน (ท่ากองตรวจสินค้าขาออกเดิม) หรือ ณ ทำเนียบท่าเรือที่ได้รับอนุมัติสำหรับการนำเข้า - ส่งออก
- งานตรวจคอนเทนเนอร์และสถานีตรวจสอบขาออก (Main Gate) ฝ่ายตรวจสินค้าที่ 2 ภายในบริเวณท่าเรือกรุงเทพ
- สถานีตรวจและบรรจุสินค้าเข้าคอนเทนเนอร์ เพื่อการส่ง ออก (สตส. LCY.)
- สำหรับข้าว แร่ ยาง ณ โรงเก็บข้าว โรงสีข้าว โรงเก็บแร่ โรงเก็บ ยาง อันได้รับอนุมัติตามมาตรา 7(4) แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469
- โรงพักสินค้าสำหรับตรวจของขาเข้า และบรรจุของขาออกที่ ขนส่งโดยระบบคอนเทนเนอร์ นอกเขตท่าทำเนียบท่าเรือ
- (รพท. หรือ I.C.D./INLAND CONTAINER DEPOT)
- ทำเนียบท่าเรือเอกชน
- เขตอุตสาหกรรมส่งออกต่าง ๆ
- โรงงานหรือสถานประกอบการของผู้ส่งออก
- ด่านศุลกากรภูมิภาคต่าง ๆ
   
 
การเงินระหว่างประเทศ

เมื่อมีการซื้อขายกับต่างประเทศ การชำระเงินถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีความรอบคอบซึ่งในปัจจุบัน การชำระเงินระหว่างประเทศก็ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น การชำระเงินมีหลายวิธีดังนี้

การชำระเงินโดยตรงด้วยเงินสด


คือการที่ผู้ซื้อสินค้าชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายด้วยเงินสดก่อนการส่งมอบสินค้า ส่วนมากการชำระเงินค้าสินค้าจะทำกันในประเทศของผู้ขาย การซื้อขายด้วยวิธีนี้ผู้ซื้อสินค้าย่อมจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะว่าผู้ซื้อยอมให้ผู้ขายส่งสินค้าไปภายหลัง ซึ่งต้องจ่ายเงินไปก่อนโดยไม่มีหลักประกันใดใดว่าจะได้รับสินค้าถูกต้องครบถ้วน หรือ อาจจะมีผู้ซื้อบางรายที่ขอรับของทันทีที่ชำระเงินแล้วส่งมอบให้แก่บริษัทขนส่งอีกทีหนึ่ง เพื่อส่งของให้ตนภายหลัง

การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต


นอกเหนือจากการใช้บัตรเครดิตชำระสินค้าแทนเงินสดโดยทั่วไปแล้ว นับตั้งแต่มีการทำธุรกรรม E-commerce หรือการซื้อขายบนอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นการชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิตก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันการชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิตได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
- เมื่อผู้ซื้อเลือกสินค้าที่จะซื้อแล้ว
- ยืนยันคำสั่งซื้อและจำนวนเงินที่ต้องการชำระ
- กรอกหมายเลขและชนิดของบัตรลงไปในช่องให้ถูกต้อง
- ตอบยืนยันอีกครั้ง การชำระเงินมีอันเสร็จสมบูรณ์
 
     
  กลับสู่ด้านบน
 
  TRADE DATA / Export / หัวข้ออื่นๆ  
  การเตรียมตัวเป็นผู้ส่งออก  
  การจดทะเบียนธุรกิจ  
  พิธีการศุลกากร  
  การชำระเงินผ่านธนาคาร  
  สินเชิ่อเพื่อการส่งออก  
  ประกันภัยสินค้าส่งออก  
  การขนส่งสินค้า  
  สินค้าที่มีมาตรฐานการส่งออก  
  ภาวะการส่งออกสินค้า  
  สถิติสินค้าส่งออก  
     
     
 
 
Exporter Directory
 
 
WTPF
 
wtpf ETO
 
 
สสว
 
 
 
 
First page About Trade Point Thailand Our Partners Our Service Member registry News & Activities Trade Point Newsletter Trade library Contact us Useful link
>
 
Copyright 2005. All rights reserved.
Services and products are developed by Chiangmai Trade Point, Thailand.