ปีที่ 4 ฉบับที่ 116 เดือนมกราคม 2548
 


                สวัสดีค่ะชาว Trade Point Newsletter ทุกท่าน ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เพราะเริ่มใกล้เปลี่ยนฤดูกาลแล้ว ยังไงอย่าลืมที่จะดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี ๆ นะค่ะ สำหรับใครที่เป็นลูกจ้างพนักงานบริษัท หรือว่ามีคนรู้จัก และ ลูกจ้าง ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3 % ละก็...อย่าลืม ยื่นคำร้องขอเงินคืน รายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด 91ปี 2547 หรือ กรมสรรพากร หรือถ้าใครไม่สะดวกก็สามารถ ยื่น Online ได้ที่ www.rd.go.th ได้นะค่ะ ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2548เป็นต้นไป ฉบับนี้ก็มีสมาชิกหลายท่านสอบถามเกี่ยวกับ GSP คื่ออะไร ทางเราได้เสาะหาข้อมูลมาให้แล้วนะค่ะ ส่วนคำแนะนำเกี่ยวกับโรค ADT คงต้องขอยกยอดไปเป็นอาทิตย์หน้านะค่ะ เอาเป็นว่าขอให้มีความสุขกับการทำงานกันทุกท่านค่ะ

 
  ข่าวจากองค์กร
  เรื่องของ SMEs
  E-Commerce
  ICT
  พูดจาภาษาธุรกิจ
  นานาสาระ
  พักสมองสักนิดกับ TP
   
 ข่าวจากองค์กร
ขอเชิญร่วมสัมมนาเรื่อง “การเจาะตลาดเอเชียใต้โดยการเข้าร่วมงาน Thailand Exhibition”
                ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง “การเจาะตลาดเอเชียใต้โดยการเข้าร่วมงาน Thailand Exhibition” ในวันที่ 24 – 25 มกราคม 2548 เวลา 08.30 – 16.15 นาฬิกา ณ. ห้อง ปารีส โรงแรมโนโวเทล เชียงใหม่ จัดขึ้นโดยศูนย์ส่งเสริมการส่งออกภาคเหนือ (เชียงใหม่) ร่วมกับสถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก โดยมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมสัมมนาท่านละ 300 บาท โดยวัตถุประสงค์ในการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการในภาคเหนือ ให้ทราบถึงศักยาภาพตลาดเอเชียใต้ กลยุทธ์และเทคนิคในการเจาะตลาด รวมทั้งกิจกรรมการส่งเสริมการส่งออก เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                โปรดกรอกใบสมัครและยื่นพร้อมชำระเงินค่าสัมมนาจำนวน 300 บาทได้ที่ศูนย์ส่งเสริมการส่งออกภาคเหนือ (เชียงใหม่) กรณีที่อยู่ต่างจังหวัด สามารถโอยเงินสั่งจ่ายชื่อบัญชี “ศูนย์แสดงสินค้าถาวร” เลขที่บัญชี 521-6-00786-5 ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนสุเทพ จ.เชียงใหม่ และโปรดส่งแฟกซ์ใบสมัครพร้อมหลักฐานการโอนเงินไปยังศูนย์ฯ เชียงใหม่ หมายเลข (053) 215307 รับจำนวน 50 ที่นั่งเท่านั้น รับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 21 มกราคม 2548 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณสมใจ หรือ คุณสุชาดา หมายเลขโทรศัพท์(053) 216350 - 1 ทั้งนี้ท่านที่สนใจสามารถ Download ใบสมัครและกำหนดการได้ที่นี่ ( http://www.tradepointthailand.com/newsletter/document/reg_form.doc )

TOP  
 เรื่องของ SMEs
ข่าวกิจกรรม

                สสว.จะจัดการสัมมนาเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้ชื่อโครงการเตรียมความพร้อมด้านแผนธุรกิจในการร่วมลงทุนกลุ่มย่อย (Group Consulting)” โดยจะเน้นการสอนการจัดทำแผนธุรกิจให้ผู้ประกอบการในเบื้องต้น เนื่องจากแผนธุรกิจเป็นองค์ประกอบที่แสดงถึงแนวทางในการดำเนินงานและรายละเอียดต่าง ๆ ของธุรกิจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงโอกาสเติบโตของธุรกิจนั้น ๆ ในอนาคต ทั้งยังเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้สำหรับการพิจารณาอนุมัติการร่วมทุนให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการร่วมลงทุนกับกองทุนร่วมสสว.

                สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ ทางสสว. จะมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจและสามารถจัดทำแผนธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อการนำเสนอขอรับการพิจารณาร่วมลงทุนกับกองทุนร่วมลงทุนสสว. รวมถึง กรณีที่ผู้ประกอบการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเป็นผู้ดำเนินการจัดทำให้ซึ่งกลุ่มธุรกิจเป้าหมายสำหรับการสัมมนาครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจออกแบบและแฟชั่น กลุ่มซอฟต์แวร์และไอที กลุ่มธุรกิจอาหารและสมุนไพร กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มที่มุ่งไปสู่การส่งออก และกลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจทั้ง 6 กลุ่ม โดยจะจัดการสัมมนาลักษณะการอบรมกลุ่มย่อยในธุรกิจกลุ่มเดียวกันก่อน

                โครงการดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 26 มกราคม 2548 เวลา 09.00-17.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 18 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อาคารทีเอสที ทาวเวอร์ ชั้น 18 ถ.วิภาวดีรังสิต 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

                ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณวีรยุทธ กิตติรัตนากร ส่วนบริการปรึกษา สำนักบริหารกองทุน โทร. 0-2278-8800 ต่อ 401 หรือ ทางเว็ปไซต์ www.sme.go.th

(เรียบเรียงจาก http://www.sme.go.th )
TOP  
 E-Commerce
ภาษีกับอีคอมเมอร์ส

                ผู้ประกอบการอีคอมเมอร์สหรือผู้ที่สนใจจะทำการค้าทางอินเตอร์เน็ตหลายท่านคงตั้งคำถามว่า เจ้าของการค้าอีคอมเมอร์สจะต้องเสียภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม เหมือนกับการทำธุรกิจลักษณะอื่นหรือเปล่า จดหมายข่าวฉบับนี้มีคำตอบให้คุณ

                ผู้ขายสินค้าและบริการภายในประเทศผ่านอินเตอร์เน็ต มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนธุรกิจลักษณะอื่น กล่าวคือ ผู้ซื้อมีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และผู้ขายมีหน้าที่นำส่งภาษีขายในขณะเดียวกันที่สามารถขอคืนภาษีซื้อ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดนอกจากนี้ การนำเข้า ส่งออกต้องผ่านพิธีการศุลกากร และเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ในกรณีการนำเข้า และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% สำหรับกรณีการส่งออก

                สำหรับรายละเอียดคร่าว ๆ เกี่ยวกับจุดความรับผิดชอบในการเสียภาษี มีดังนี้
การขาย เกิดความรับผิดชอบในภาระภาษีเพื่อ ส่งมอบสินค้า โอนกรรมสิทธิ์สินค้า ได้รับชำระราคาสินค้า- ได้ออกใบกำกับภาษี แล้วแต่อย่างใดจะเกิดก่อน
การขายสินค้าโดยการส่งออก ความรับผิดชอบเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันขาออกหรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก
ด้านงานบริการความรับผิดชอบจะเกิดขึ้นเมื่อ รับชำระค่าบริการ ได้ออกใบกำกับภาษี ได้ใช้บริการ โดยความรับผิดชอบเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ

                นอกจากระเบียบการเสียภาษีแล้ว การออกใบกำกับภาษีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ประกอบการอีคอมเมอร์สไม่ควรละเลย ดังนี้ ผู้ประกอบการสามารถออกใบกำกับภาษีทางอินเตอร์เน็ตได้เฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อเท่านั้น หากผู้ซื้อร้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ผู้ขายจะต้องส่งให้ถึงมือลูกค้า ใบกำกับภาษีเต็มรูปจะต้องประกอบด้วย
1.คำว่าใบกำกับภาษี
2.ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียน
3.ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลข ลำดับของเล่ม
4.ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าและบริการ
5.จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ โดยแยกออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือบริการให้ชัดเจน
6.วัน เดือน ปีที่ออกใบกำกับภาษี

                หากยังมีข้อสงสัย ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร โทร. 0-2617-3639, 0-2617-3636
Thai2biz.com จาก บทความเรื่อง “ทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่อย่างไร”

(เรียบเรียงจาก http://http://www.thai2biz.com/article.php?articleid=054 )
TOP  
 ICT
วิธีป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์

                ภัยที่คุกคามการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นอันดับต้นๆ ก็คงหนีไม่พ้น ไวรัสคอมพิวเตอร์ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไปต่างหวาดวิตกและเกรงว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่นั้นจะติดไวรัสจอมวายร้าย แล้วพอจะมีวิธีใดบ้างไหมที่จะช่วยให้รอดพ้นจากไวรัสคอมพิวเตอร์นี้
1.ฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน
        การฉีดวัคซีนคุ้มกัน ก็คือการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง ไม่ใช่ว่าเพียงแค่ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสก็จะปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์ได้ ดังนั้นหลักการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรมป้องกันไวรัสเพื่อให้เครื่องปลอดภัยมีดังนี้
- เลือกใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสที่เหมาะสมหรือตามที่องค์กรกำหนด
- สร้างแผ่นบูต emergency disk เพื่อใช้ช่วยในการกู้ระบบ
- ปรับปรุงฐานข้อมูลไวรัสทุกวันหรืออย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง
- เปิดใช้งาน auto - protect
- ก่อนเปิดไฟล์จากแผ่นที่นำมาใช้จากที่อื่นให้สแกนหาไวรัสก่อน ทำการตรวจหาไวรัสทุกสัปดาห์

2.ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานปลอดภัยหรือยัง
ขึ้นชื่อว่าซอฟต์แวร์ย่อมมีช่องโหว่ เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก โดยผ่านทางซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น ดังนั้นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เหล่านั้นจึงต้องติดตามอัพเดตเวอร์ชันอยู่เสมอ และผู้ใช้งานโปรแกรมเองก็จำเป็นต้องติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงของซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่จากผู้จำหน่ายหรือผู้พัฒนา ทั้งทางเว็บไซต์ นิตยสารต่างๆ เป็นต้น

3.การแชร์ไฟล์ และการรับ-ส่งไฟล์ต่างๆ
การแชร์ไฟล์นั้นมีประโยชน์ในการรับ-ส่งไฟล์มากภายในองค์กร เนื่องจากทั้งรวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่ทราบหรือไม่ว่าจากประโยชน์นี้ก็แฝงไว้ด้วยอันตรายที่น่าสะพรึงกลัวของไวรัสคอมพิวเตอร์ด้วย ดังนั้นการแชร์ไฟล์ควรกระทำด้วยความระมัดระวัง เป็นไปได้ก็ไม่ควรที่จะแชร์ไฟล์ แต่ถ้าในการใช้งานจริงๆ มีความจำเป็นที่จะต้องแชร์ไฟล์ก็ควรที่จะแชร์เป็นประเภทอ่านอย่างเดียว และควรตั้งรหัสผ่านด้วย
การรับ-ส่งไฟล์ผ่านโปรแกรมสนทนาต่างๆ เมื่อได้รับไฟล์จากคู่สนทนาที่ไม่รู้จักก็ไม่ควรรับไฟล์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับไฟล์นั้นด้วยว่าเป็นไฟล์ประเภทใด โดยดูจากนามสกุลของไฟล์นั้น โดยเฉพาะไฟล์ที่มีนามสกุล .exe .pif .com .bat หรือ .vbs เป็นต้น ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

4.สำรองข้อมูลไว้
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดกับเครื่องที่ใช้งานอยู่ เป็นต้นว่าไฟฟ้าตก หรือไวรัสแพร่กระจายไปยังไฟล์สำคัญ อาจส่งผลให้เครื่องนั้นไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือใช้งานไฟล์บางไฟล์ไม่ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เจ้าของเครื่องดังกล่าวสูญเสียข้อมูลสำคัญๆ ได้ ดังนั้นถ้าเรามีการสำรองข้อมูลไว้ ปัญหาที่ผู้ใช้งานจะสูญเสียข้อมูลก็จะลดลงได้มากพอสมควร ในการสำรองข้อมูลเพื่อใช้ในการกู้ระบบคืนนั้นควรกระทำบ่อยๆ อย่างน้อยประมาณ 1 ครั้งต่อสัปดาห์

5.ติดตามข่าวสารต่างๆ
เนื่องด้วยในวันหนึ่งๆ จะมีไวรัสคอมพิวเตอร์ออกมาใหม่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและหาทางป้องกันจึงนับเป็นหนทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วๆ ไปหรือแม้กระทั่งผู้ดูแลระบบเอง จึงควรที่จะหาช่องทางในการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์และข่าวสารเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ด้วย

กิติศักดิ์ จิรวรรณกูล (ศูนย์ประสานงานการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ ประเทศไทย)

TOP  
 พูดจาภาษาธุรกิจ
ทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
                องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งผลให้การทำกิจกรรมทางการตลาดประสบความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์

เน้นการสื่อสาร (communication) เป็นปัจจัยพื้นฐานเลยว่าทุกกิจกรรมทางการตลาด ต้องทำการให้ข่าวสาร และมุ่งสื่อสารไปยังลูกค้า ผู้คาดหวังเป้าหมายให้รับทราบถึงคุณประโยชน์และความแตกต่างของตราสินค้า เพื่อโน้มน้าวและชักจูงบุคคลผู้ได้รับสารเหล่านั้น มาร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยอาจจะทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง หรือแม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสาร หรือแม้แต่การส่งจดหมายไปยังกลุ่มเป้าหมายก็ตาม ล้วนมุ่งหวังเพื่อให้เกิดการสื่อสารทั้งสิ้น

การช่วยลดงบประมาณ (cut cost) การทำกิจกรรมทางการตลาดช่วยลดต้นทุนของการทำการสื่อสาร การตลาดสำหรับตราสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงข้ามกับการทำโฆษณาที่ใช้งบประมาณสูงกว่ามาก ดังนั้นจึงทำให้การทำกิจกรรมทางการตลาด เป็นที่นิยมในปัจจุบันอย่างมาก เพราะนักการตลาดที่ดีควรใช้งบประมาณให้น้อยสุด เพื่อให้ได้ประสิทธิผลที่สูงสุดต่อตราสินค้านั่นเอง

ส่งเสริมการทำวิจัย (conduct research) ทุกกิจกรรมทางการตลาด ถ้าสามารถทำวิจัยได้ด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตราสินค้า ซึ่งจะได้รับจากการทำกิจกรรมทางการตลาด เพราะลูกค้าและผู้คาดหวังเป้าหมาย ต่างก็มาอยู่ที่งานกิจกรรมนั้นแล้ว ดังนั้นนักการตลาดจึงไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในการทำวิจัยอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำวิจัยสินค้าใหม่ วิจัยตลาด หรือแม้แต่การวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็ตาม ก็สามารถทำวิจัยงานกิจกรรมเหล่านั้นได้เลย เนื่องจากกิจกรรมทางการตลาดสามารถช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มาร่วมกิจกรรมได้อยู่แล้ว

หวังผลทางธุรกิจ (commercial) เครื่องมือทางการสื่อสารการตลาดสำหรับตราสินค้าทุกอย่าง ต่างก็หวังผลทางธุรกิจการค้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ดังนั้นนักกลยุทธ์ทางการตลาด ก็ควรพึงระลึกเสมอว่า การทำกิจกรรมทางการตลาดที่สามารถทำให้เกิดการขายสินค้าได้ด้วย เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดำเนินธุรกิจของทุกตราสินค้าเลยทีเดียว

ต้องเป็นกิจกรรมที่อยู่ในกระแสความนิยม (current issue) การเลือกพิจารณาในการทำกิจกรรมทางการตลาด ต้องคำนึงถึงกระแสความสนใจของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ และยิ่งถ้ากระแสนิยมในเรื่องนั้นๆ เกี่ยวข้องกับสินค้าด้วยก็จะยิ่งดีเพราะจะเป็นการช่วยเพิ่มและเร่งให้เกิดคุณค่ากับตราสินค้าได้มากขึ้น

สามารถสร้างความสนใจได้ (command attention) กิจกรรมทางการตลาดต้องสามารถสร้าง และกำหนดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และบุคคลทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรายละเอียด และโปรแกรมของงานกิจกรรมทางการตลาด จะต้องผ่านการคัดเลือก สร้างสรรค์ และวางแผนอย่างพิถีพิถัน และรอบคอบเพื่อมุ่งหวังให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเกิดความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมทางการตลาด

ควรมีกิจกรรมอื่นๆ เสริม (cutting edge service) ณ การจัดงานกิจกรรมทางการตลาดนั้น นักกลยุทธ์การตลาดควรเพิ่มกิจกรรมของตราสินค้าที่นอกเหนือจากการทำกิจกรรมทางการตลาดไว้ด้วย เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างลูกค้ากลุ่มเป้าหมายกับตราสินค้า เพราะยิ่งนักการตลาดสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าและผู้คาดหวังเป้าหมายของตราสินค้าเกิดความสัมพันธ์และผูกพันกับตราสินค้ามากขึ้นเท่านั้น

มีความสะดวกสบาย (convenience) การทำกิจกรรมทางการตลาดที่ดีจะต้องอยู่ในทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย หาง่าย และยิ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้วยก็จะยิ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะไม่มีลูกค้าหรือผู้คาดหวังและกลุ่มเป้าหมายคนใดที่ไม่ชอบความสะดวกสบาย

(เรียบเรียงจาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q1/article2005jan11p4.htm )
TOP  
 นานาสาระ
จีเอสพี (GSP)นั้นคืออะไร?
                ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในการประชุมองค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและพัฒนา (UNCTAD) สมัยที่ 1 ในปี พ.ศ.2507 จึงเกิดแนวความคิดเกี่ยวกับระบบจีเอสพีขึ้น โดยมีความมุ่งหมายที่จะยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา ให้มีรายได้จากการค้า แทนการรับในรูปแบบของเงินช่วยเหลือ (AID) ด้วยการให้สินค้าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา สามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศที่พัฒนาแล้วได้ ในการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2511 ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ตกลงให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ในด้านการส่งออกด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Generalized System of Preferences : GSP โดยการยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าให้กับสินค้าที่ส่งมาจากประเทศที่กำลังพัฒนา

ประเทศที่ให้สิทธิจีเอสพี ณ ปัจจุบัน มี 8 ประเทศ และสหภาพยุโรป

ประเทศที่ได้รับสิทธิ เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา โดยสหภาพยุโรปให้สิทธิจีเอสพีแก่ประเทศและดินแดนอาณานิคม ประมาณ 174 ประเทศ รวมทั้งประเทศที่แตกสลายจากสหภาพโซเวียตด้วย

สหรัฐอเมริกา ให้สิทธิจีเอสพีแก่ประเทศและดินแดนอาณานิคมประมาณ 145 ประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาจะไม่ให้สิทธิแก่ประเทศที่ไม่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(OPEC)

ญี่ปุ่น ให้สิทธิจีเอสพีแก่ประเทศประมาณ 155 ประเทศ

***สำหรับประเทศไทยได้รับสิทธิจากทุกประเทศที่ให้สิทธิจีเอสพี***

ประโยชน์ของการได้รับสิทธิจีเอสพี
สินค้าที่ได้รับสิทธิ เมื่อส่งไปประเทศที่ให้สิทธิ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า หรือได้รับการลดหย่อนภาษีนำเข้า คือเสียภาษีน้อยลงจากอัตราปกติ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าถูกลง ผู้นำเข้าสามารถตั้งราคาขายให้ถูกลง จูงใจให้ผู้ซื้อซื้อมากขึ้น ผู้นำเข้าก็จะสั่งซื้อสินค้านั้นจากประเทศส่งออกต่อไปหรือซื้อมากขึ้น เปรียบเทียบให้เห็นได้จากหลายท่านที่ชอบไปช็อปปิ้งแถวหาดใหญ่ จังโหลน ปาดังเบซาร์ โดยเห็นว่าเป็นสินค้าที่มีราคาถูกกว่าที่อื่น เพราะไม่เสียภาษี

การระงับสิทธิจีเอสพี
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่มีเงื่อนไขในการตัดสิทธิจีเอสพี และมีกลไกในการระงับสิทธิจีเอสพีเงื่อนไขการพิจารณาให้สิทธิจีเอสพีของสหรัฐอเมริกามีหลายประการที่สำคัญได้แก่
-การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ประเทศที่ได้รับสิทธิจีเอสพีของสหรัฐอเมริกา ต้องให้การปกป้องคุ้มครองในเรื่องลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าให้กับสินค้าของสหรัฐอเมริกาอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ
-ประเทศที่ได้รับสิทธิจีเอสพีต้องคุ้มครองสิทธิแรงงานภายในประเทศ ในระดับที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
-การให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในการต่อต้านผู้ก่อการร้าย หากประเทศใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวก็อาจถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิจีเอสพีได้


                นอกจากเงื่อนไขการให้สิทธิจีเอสพีดังกล่าวแล้ว สหรัฐอเมริกายังได้วางกฎในการระงับสิทธิจีเอสพีไว้ด้วย กฎที่ว่าคือกฎว่าด้วยความจำเป็นในการแข่งขัน สรุปได้คือ หากสินค้ารายการใดจากประเทศใด ส่งไปสหรัฐอเมริกามีส่วนแบ่งตลาดนำเข้าตั้งแต่ 50% ขึ้นไป หรือสินค้านั้นมีมูลค่าการนำเข้าสูงเกินระดับเพดานที่สหรัฐอเมริกากำหนดในแต่ละปี(เพิ่มขึ้นปีละ 5 ล้านเหรียญ) สินค้านั้นจะถูกระงับสิทธิในปีปฏิทินถัดไป
สินค้าที่ถูกระงับสิทธิไปแล้ว อาจได้สิทธิกลับคืนมาถ้าปรากฏว่ามูลค่าการนำเข้าในปีถัดไปต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หรือดำเนินการขอสิทธิคืน หลักเกณฑ์ที่สหรัฐอเมริกากำหนดไว้ การจะได้สิทธิคืนหรือไม่เป็นอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐเท่านั้น

                ผู้ให้สิทธิจีเอสพีรายต่อมาที่มีการกำหนดเงื่อนไขในการให้สิทธิและการระงับสิทธิจีเอสพีคือสหภาพยุโรป โดยมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อครั้งต่ออายุโครงการที่ 3 ช่วงปี 2538 ถึงปี 2547 หลายประการที่สำคัญคือ จากเดิมที่มีการกำหนดการให้สิทธิตามเพดานหรือตามโควต้าก็เปลี่ยนเป็นการพิจารณาตามความอ่อนไหวของสินค้า ซึ่งมีหลักเกณฑ์วิธีการ ตลอดจนการคำนวณมูลค่าการนำเข้าค่อนข้างซับซ้อน

                โครงการจีเอสพีมีอนาคตไม่แน่นอน ไม่แน่ว่าประเทศผู้ให้สิทธิจะยุติโครงการเมื่อใด หรือจะมีการกำหนดเงื่อนไข กฎเกณฑ์ต่างๆ ออกมาระงับสิทธิ เป็นการบีบประเทศผู้ส่งออกเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาเราก็ถูกบางประเทศใช้จีเอสพีบีบ หากยังได้สิทธิจีเอสพีต่อไปก็คงต้องเตรียมรับสถานการณ์รับเงื่อนไขต่างๆ ที่อาจเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันคงต้องพูดแบบกำปั้นทุบดินว่า เราคงต้องเตรียมรับสถานการณ์ลดต้นทุนการส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ชดเชยกับสิทธิจีเอสพีที่อาจถูกตัดไป และต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานของสินค้า เพราะจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะจูงใจให้ผู้นำเข้ายังคงซื้อสินค้าไทย ถึงแม้จะแพงกว่าสินค้าของประเทศคู่แข่งอยู่บ้าง ขณะเดียวกันสินค้ารายการใดที่ถูกตัดจีเอสพีเพราะส่วนแบ่งการตลาดสูง ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกที่ส่งสินค้านั้นออกไป ก็ให้ภูมิใจได้ว่ามีส่วนทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงไม่ได้รับสิทธิจีเอสพี เพราะสิทธิจีเอสพีนั้นไซร้ มีไว้ให้กับเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนานั่นเอง
สกล หาญสุทธิวารินทร์ มติชนรายวัน

(เรียบเรียงจาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q1/article2005jan12p3.htm )
TOP  
 พักสมองสักนิดกับ TP
ไง๋ เป็นงั้น....

                หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้าไปหาชายแก่ที่นั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน
หญิงสาว :“ขอโทษนะคะคุณลุง คือดิฉันเผอิญสังเกตเห็นว่าคุณลุงดูมีความสุขจังไม่ ทราบว่ามีเคล็ดลับสำหรับ ชีวิตที่ยืนยาวและแสนสุขยังไง ”
ชายแก่ :“ ผมสูบุหรี่วันละ 3 ซองดื่มเบียร์วันละลัง กินอาหารมันๆ และไม่เค้ย...ไม่เคยออกกำลังกายเลย ”
หญิงสาว :“ ว๊าว!!! ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ คุณลุงอายุเท่าไหร่คะเนี่ย ”
ชายแก่ :“ 26 ”

                ***คำเตือน บุหรี่ สุขา เป็นยาทำลายชีวิตและสังคม :::...อย่าลืมดูแลตัวเองกันบ้างนะค่ะ...:::***

(เรียบเรียงจาก http://www.kunkroo.com )
TOP  
ส่งคำแนะนำและคำถามที่ท่านต้องการสอบถามได้ที่
member@tradepointthailand.com
Developed by Chiangmai Trade Point
TRADE POINT THAILAND services and products are developed by Chiangmai Trade Point, Thailand.
Copyright 2001-2005. All rights reserved.