ปีที่ 4 ฉบับที่ 115 เดือนมกราคม 2548
 


                สวัสดีค่ะ เป็นยังไงกันบ้างค่ะ กับ Newsletter ฉบับที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าจะถูกอกถูกใจกันบ้างหรือป่าว แต่ถ้าต้องการทราบเกี่ยวกับเรื่องอะไร สามารถติเสนอแนะเข้ามากันได้เลยนะค่ะ และในฉบับนี้ก็มีสาระน่ารู้ดี ๆ ที่พร้อมกับมอบให้กับทุกท่านอีกเช่นเคย ทางเชียงใหม่ เทรดพอยท์ ไทยแลนด์ ได้ทำการปรับเปลี่ยนการจัดส่ง Newsletter จากประจำทุกวันศุกร์ มาเป็นประจำทุกวันพุธ เพื่อทุกท่านจะได้รับข่าวสารเร็วขึ้น และหากสมาชิกรายใดต้องการฝากข่าวประชาสัมพันธ์ก็สามารถติดต่อได้ค่ะ
        อย่าลืมนะค่ะ ตั้งแต่อาทิตย์หน้า เราจะกลับมาเจอกันเป็นประจำทุกวันพุธ กลางสัปดาห์ค่ะ

 
  ข่าวจากองค์กร
  เรื่องของ SMEs
  E-Commerce
  ICT
  พูดจาภาษาธุรกิจ
  นานาสาระ
  พักสมองสักนิดกับ TP
   
 ข่าวจากองค์กร
แนะนำสมาชิก TP รายใหม่

                ยินดีต้อนรับสมาชิก เชียงใหม่ เทรดพอยท์รายใหม่ ที่ได้สมัครเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548ที่ผ่านมา ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้าน โคมไฟ เครื่องปั้นดินเผา รวมทั้งรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านด้วย หากท่านใดที่กำลังมองหาของประดับตกแต่งบ้านด้วยงาน Handicrafts ละก็ ลองไปเยี่ยมชม และอุดหนุนได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขยันคิด ขยันทำภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "Khayan Think Khayan Do"ที่ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง เชียงใหม่ หรือทางเว็บไซต์ www.antant.com ซึ่งมีคุณณัฐวุฒิ ทุมมาลา เป็นเจ้าของกิจการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ทุกท่านค่ะ
ต้องขอแสดงความดีใจกับผู้ประกอบการรายใหม่ที่สมัครเข้าร่วมกับ เชียงใหม่ เทรดพอยท์ ไทยแลด์ทุกท่านด้วยนะค่ะ ซึ่งท่านสามารถใช้บริการจากทางเชียงใหม่ เทรดพอยท์ ได้เลยค่ะ
ฝ่ายบริการสมาชิก เชียงใหม่ เทรดพอยท์ ไทยแลนด์

TOP  
 เรื่องของ SMEs
ข่าวกิจกรรม

                สัปดาห์นี้ขอเสนอข่าวกิจกรรมสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสินค้าโอทอปของหน่วยงานภาครัฐ
                ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาและกระจายสินค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภาคเหนือ หรือศูนย์เอสเอ็มอีภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดนิทรรศการเพื่อการค้าส่ง ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “แต่งบ้านด้วยงานไม้” วัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ ก็เพื่อ เปิดช่องทางทางการตลาดเพื่อการค้าส่ง และเปิดให้ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ซื้อตลอดจนบุคคลทั่วไปที่สนใจ ได้เข้าชมผลิตภัณฑ์ที่จัดแสดง และสั่งสินค้ากับผู้ผลิตโดยตรง อีกทั้งยังเป็นการใช้พื้นที่ของศูนย์ฯ ในการเชื่อมโยงด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ผู้ประกอบการได้ทราบข้อมูลต่าง ๆ ที่ทันสมัยอยู่เสมอ
                โดยทางศูนย์ฯ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอทอป ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน นำผลิตภัณฑ์ประเภทงานไม้ ไม้ไผ่ หวาย รวมทั้งผู้ประกอบการที่มีผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ สามารถเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น นิทรรศการดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 มกราคม - 18 กุมภาพันธ์ 2548 ณ โถงจัดแสดงนิทรรศการ ชั้น 2 ศูนย์ SMEs ภาคเหนือ ถนนทุ่งโฮเต็ล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”
                ผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับศูนย์บริการธุรกิจ (Business Opportunity Center-BOC) ชั้น 3 อาคารศูนย์เอสเอ็มอีภาคเหนือ โทร. 0-5326-6489 ได้ทุกวันและเวลาราชการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

(เรียบเรียงจาก http://http://www.dip.go.th/News/NewsDetail.asp?NewsID=1272 )
TOP  
 E-Commerce
E-commerce น่ารู้

                ในปัจจุบัน ธุรกิจที่กำลังเติบโตและน่าจับตามอง ก็คือ ธุรกิจระบบอีคอมเมอร์ส ที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก อีคอมเมอร์สหรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นที่แพร่หลายมานานแล้วในกลุ่มประเทศโซนตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ประเทศซึ่งมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสูงสุด การค้าขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตมีข้อได้เปรียบหลายด้าน อาทิเช่น ผู้ซื้อสามารถค้นหาข้อมูลของสินค้าหรือบริการได้อย่างรวดเร็วและตลอดเวลา ผู้ซื้อสามารถทำการสั่งซื้อได้ทันทีผ่านทางอินเตอร์เน็ต ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา เนื่องจากผู้ขายสามารถโฆษณาขายสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าได้ทั่วโลก อีคอมเมอร์สสามารถตอบสนองนักลงทุนได้ทุกระดับ ฯลฯ
                เนื่องจาก เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้มีผู้หันมาขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น จนทำให้เกิดการแข่งขันสูงภายในกลุ่มผู้ประกอบการอีคอมเมอร์ส
                อย่างไรก็ตาม การทำอีคอมเมอร์สที่ดี จะต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้เป็นสำคัญ
1.การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
2.การคำนึงถึงสภาวะแวดล้อมของตลาดสินค้าและบริการ
3.การประชาสัมพันธ์และการส่งเสริมการขาย
5.การส่งมอบสินค้า
6.เทคโนโลยีที่เหมาะสม

                นอกจากนี้ ผู้ที่ทำอีคอมเมอร์ส ยังต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ ทั้งในด้านมาตรฐานความปลอดภัยของระบบ คุณภาพของการบริการ ความสะดวกที่ผู้ใช้บริการจะได้รับ รวมถึง ค่าบริการและเงื่อนไขในการทำการซื้อขายผ่านระบบอีคอมเมอร์สด้วย
แม้ว่า การทำอีคอมเมอร์ส จะยังไม่แพร่หลายมากนักในประเทศไทย อันมีสาเหตุมาจากอุปสรรคในหลาย ๆ ส่วน เช่น การขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย การขาดความรู้ความชำนาญในการใช้เทคโนโลยี รวมทั้ง ยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทางอินเตอร์เน็ต แต่หน่วยงานภาครัฐ คือ กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้เตรียมการเพื่อที่จะแข่งขันระบบการค้าแบบอีคอมเมอร์ส กับประเทศต่าง ๆ ไว้บ้างแล้ว
                ทางกรมเศรษฐกิจฯ ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมอีคอมเมอร์ส ได้จัดตั้งโครงการ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อสนับสนุนการส่งออก” โดยได้จัดทำ Homepage ในลักษณะของ Cybermall เพื่อโฆษณาสินค้าและบริการของผู้ส่งออกผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะทำการเชื่อมโยง Homepage ของผู้ส่งออกกับเว็ปไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ (www.thaiecommerce.net) ในการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวไปยังผู้ซื้อทั่วโลก
                การขายสินค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เป็นการเปิดตลาดทั่วโลก และเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยเราไม่ต้องไปเสนอขายสินค้าด้วยตนเอง แต่เป็นการให้ผู้ซื้อเข้ามาเลือกชมเลือกซื้อสินค้าได้เอง ดังนั้น การมีเว็ปไซต์ทางธุรกิจ ที่น่าเชื่อถือเป็นของตนเอง จึงเป็นการเพิ่มช่องทางการส่งออกสินค้าและเป็นการลงทุนที่อาจให้ผลประโยชน์ในระยะยาว

“เรื่อง ตลาด E-commerce ในประเทศไทย” จากเว็ปไซต์ thai2biz.com

(เรียบเรียงจาก http://http://www.thai2biz.com/article.php?articleid=048 )
TOP  
 ICT
วิธีป้องกันและแก้ปัญหาเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เราติดSpyware

                จากสัปดาห์ที่แล้วเราได้รู้จักกับSpywareแล้วนะครับว่ามีโทษต่อคอมพิวเตอร์เรามากขนาดไหนมาสัปดาห์นี้เราจะมาพูดถึงวิธีป้องกันและแก้ปัญหาเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เราติดSpyware กันนะครับ

การป้องกันเบื้องต้น Spyware
1.ระวังเรื่องการ download โปรแกรมจากเว็บไซต์ต่างๆ
2.ระวังอีเมล์ ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแจกโปรแกรมฟรี เกี่ยวกับกำจัด spyware
3.ระหว่างการใช้งานอินเตอร์เน็ต ถ้ามีหน้าต่างบอกให้คลิกปุ่ม Yes ระวังสักนิด อ่านรายละเอียดให้ดี อาจมี spyware แฝงอยุ่ แนะนำให้คลิก No ไว้ก่อน จะปลอดภัยกว่า
4.หน้ามีหน้าต่าง pop-up ขึ้นมา แนะนำให้คลิกตัว "X" แทนการคลิกปุ่มใด ๆ และโดยเฉพาะบริเวณป้ายโฆษณา นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังยืนยันให้มีการติดตั้ง spyware แล้ว
5.ตรวจสอบ ด้วยโปรแกรมกำจัด spyware อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง สำหรับองค์กร แนะนำให้ตรวจสอบทุกวัน โดยเฉพาะเวลาพักทานข้าว ซึ่งถือได้ว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด

การแก้ไข
สามารถใช้โปรแกรมสำหรับการตรวจและกำจัดได้ เช่น Spybot Search & Destroy, Adaware เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้เป็นฟรีแวร์ที่สามารถใช้งานได้จริง ประกอบด้วย
•Spybot Search & Destroy - โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบและกำจัด
•Lavasoft Ad-aware - โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบและกำจัด
•SpywareBlaster - โปรแกรมที่ใช้ในการป้องกัน
•SpywareGuard - โปรแกรมที่ใช้ในการป้องกัน

(เรียบเรียงจาก http:// http://www.it-guides.com )
TOP  
 พูดจาภาษาธุรกิจ
ความหรูหรามีราคาแพง

                เงินเป็นสิ่งที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ทำงานหนักหามันและก็ใช้จ่ายมันอยู่ตลอดเวลา แต่ ดูเหมือนว่าเราจะมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรนี้กันไม่ค่อยเก่งนัก เพราะถ้าเก่งก็คงไม่มีหนี้เสีย คงจะไม่มีคนที่ต้องวิ่งเท้าพลิกทุกวันเพื่อหาเงินส่งธนาคารหรือหาเงินจ่ายค่าบัตรเครดิต และคงไม่มีคนทุกข์ใจที่จะเกษียณอายุอยู่แล้วแต่ครอบครัวยังไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
                มีคนบอกว่าเงินนั้นเป็นได้ทั้งศัตรูและเพื่อน เมื่อเราไปกู้เงินเขามา เพราะทุกวินาทีดอกเบี้ยก็จะงอกและเราต้องจ่ายดอกเบี้ย และจ่ายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดเสียด้วย ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด แม้แต่เราอยู่ในห้องน้ำ ดอกเบี้ยก็บานอย่างรวดเร็ว ซึ่งดอกเบี้ยนี้ก็คือดอกอุตพิดเราดีๆนี่เอง
                ในทางตรงกันข้ามหากเงินอยู่กับเราเป็นเงินออม ดอกไม้ดอกนี้ก็จะแปลงร่างเป็นดอกกุหลาบ มีแต่ความหอมหวาน เพราะทุกวินาทีมันจะบานเพื่อเรา บานเพื่อส่งกลิ่นอันหอมหวนของดอกเบี้ย อันเป็นรายได้ที่ได้มาโดยไม่ต้องออกแรง
สำหรับบางคนถ้าพิจารณาต่อไปนี้ก็อาจถามตัวเองว่า แล้วทำไมเราต้องดอมดมแต่ดอกอุตพิด ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมดอกกุกลาบบ้างเลยหรือ ?
                ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วดอกอุตพิดที่มีมาจากไหน หากตนเองไม่มีการใช้จ่ายที่มากมายจนเกินความพอดี เกินความพอเหมาะพอควรอย่างไม่สมดุลกับรายได้แล้ว ดอกอุตพิดก็คงบานแน่

::::….::::มีตัวเลขชุดหนึ่งที่น่าสนใจหากบุคคลหนึ่งออมเงินและฝากธนาคารเดือนละ ๕๐๐ บาท ณ ดอกเบี้ยทบต้นเดือนละ ๕ ในเวลา ๕ ปี จะมีเงินถึง ๓๔,๑๔๕ บาท และถ้าหากออมได้กี่เท่าของเงินออมนั้นเป็น ๕ ปี ตัวอย่างเช่น ฝากเงินออกได้เดือนละ ๑๐,๐๐๐บาท ( ๒๐ เท่าของ ๕๐๐ บาท) ใน ๕ ปี ก็จะเป็นยอดเงิน ๖๘๒,๙๐๐ ( ๒๐ เท่าของ ๓๔,๑๔๕ ) และถ้าฝาก ๑๐ ปี ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ก็จะเป็นยอดเงินออม ๑,๕๕๙,๓๐๐ บาท
                ที่ยกตัวอย่างเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ ก็เพราะจะแสดงให้เห็นว่าคนที่มีความต้องการอันเพริศพริ้งน้องลงมาหน่อย เงินก็จะเป็นเพื่อนเราได้มากทีเดียว สมมุติว่าจะเลือกรถยนต์สักคันในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาทหรือ ๘๐๐,๐๐๐บาท ลองดูซิว่าเงินจะมีผลในทางความเป็นเพื่อนเราอย่างไร
หากผ่อนรถ ๕๐๐,๐๐๐ บาท เงินดาวน์ ๓๐% ผ่อน ๓ ปี ก็ตกเงินผ่อนประมาณเดือนละ ๑๓,๐๐๐ บาท แต่ถ้าผ่อนรถราคา ๘๐๐,๐๐๐ บาท ในเงื่อนไขเดียวกัน หรือพูดอีกในหนึ่งว่าต้องเสียเงินผ่อนเพิ่มอีกเดือนละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท
                สมมุติว่าเลือกซื้อรถราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท แทนที่จะเป็น ๘๐๐,๐๐๐ บาท ก็ถือว่าทุ่นเงินผ่อนอีก ๑๐,๐๐๐ บาท และหารเอาเงินนี้ไปฝากธนาคารทุกเดือนๆได้ดอกเบี้ยทบต้นร้อยละ ๕ ก็หมายความว่า เมื่อครบ ๓ ปีเท่ากัน จะมีเงินออมก้อนหนึ่งเป็นเงินประมาณ ๑๙,๐๐๐x๒๐ = ๓๘๐,๐๐๐ บาท รออยู่นอกเหนือจากรถที่ผ่อนครบแล้ว
                ทางเลือกนี้หมายถึงว่า เมื่อผ่อนรถครบ ๓ ปี แล้วยังจะมีเงินก้อนอีก ๓๘๐,๐๐๐ บาทไว้ใช้ แต่ถ้าเลือกรถราคา ๘๐๐,๐๐๐ บาทแล้วนอกจากต้องผ่อนเดือนละ ๒๓,๐๐๐ บาทแล้ว เมื่อครบ ๓ ปี จะไม่มีเงินก้อน แต่จะมีรถที่มีมูลค่าลดลงเดือนละ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์
ถ้าราคารถอีกคันที่เลือกสูงกว่าราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาทนี้เท่าใด ก็หมายความว่าการนั่งสบายกว่าที่เพิ่มขึ้นยิ่งมีราคาแพงขึ้นเป็นลำดับ ถ้ามีเงินมากพอจะจ่ายราคาของความหรูหรากว่านี้ได้ และถ้ายิ่งตระหนักดีว่าความหรูหรานี้เป็นเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร
                แต่ที่น่าหนักใจก็คือ คนไม่มีเงินจำนวนมากไม่เข้าใจธรรมชาติเช่นนี้ของเงิน ชอบที่จะซื้อของแพงหรูโดยไม่รู้ว่าความหรูหรานี้มีราคาเท่าใด ติดอยู่กับฝันเฟื่องของความหรูหราโดยไม่ตระหนักว่าทุกอย่างมันไม่ฟรี และไม่ฟรีด้วยราคาที่สูงอย่างยิ่ง การลดความปรารถนาของตนเองลงให้สอดคล้องกับรายได้และโลกแห่งความเป็นจริงอย่างมีเหตุผลพอสมควร และตระหนักว่าราคาที่ตนเองต้องจ่ายสำหรับความหรูหรานั้นเป็นเท่าใดกันแน่ จะสามารถรักษาโรคทำงานให้แบงก์ก็ได้
โดย: อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ

(เรียบเรียงจาก http://http://www.getrichquick.in.th/club/trick.asp )
TOP  
 นานาสาระ
โรคร้ายใหม่ในการทำงาน

                ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่? ซึ่งคนกลุ่มนี้ จะเป็นพวกที่สามารถ หรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน เช่น ขณะที่กำลังเช็คอีเม ก็คุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง แถมยังดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงาน หาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า
                น่าชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน แต่ท่านผู้อ่านทราบไหม ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก
                จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ Why Smart People Underperforms เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิ คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
                ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมีผู้ใหญ่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก
                ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่นได้ง่าย มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ(Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา
                โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused) แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
                โรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น คำตอบคือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น
โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ (เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า)
                ในสัปดาห์หน้าเราจะมาดูกันว่าจิตแพทย์ท่านนี้ จะมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับการจัดการกับโรค ADT ทั้งในแง่ของการบริหารตนเอง และในฐานะผู้บริหารที่จะสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ลูกน้องตนเองเป็นโรค ADT
ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2548
TOP  
 พักสมองสักนิดกับ TP
แย่แล้วดิ...



                หนูน้อยตัวเล็กนั่งอยู่ที่โต๊ะมองคุณแม่ที่กำลังยืนล้างจานอยู่หันหลังให้เธอ ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นเส้นผมขาวบนศีรษะคุณแม่ เธอจึงทำหน้าสงสัย ทันใดนั้นคุณแม่ก็เหลียวมามองลูกน้อย
คุณแม่จึงเอ่ยปากถามว่า : “มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
ลูกสาว: “เปล่าค่ะ .. เพียงแต่หนูเห็นผมบางเส้นของแม่เป็นสีขาว ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นละคะ”
คุณแม่ได้ยินคำถามที่น่าสนใจจากลูกน้อยจึงพูดว่า
แม่ : “อืมม์ .. ก็ทุกครั้งที่หนูทำให้แม่เสียใจ แต่ละครั้งผมของแม่เส้นหนึ่งก็กลายเป็นสีขาว”
ลูกสาวได้ยินคุณแม่พูดอย่างนั้นก็เริ่มคิดต่อ ขณะที่คุณแม่ยังคงจ้องมองที่ลูกสุดที่รัก แล้วลูกน้อยก็พูดว่า
ลูกสาว: “ก็คุณยายมีผมขาวเต็มไปหมด แสดงว่าคุณแม่ต้องทำให้คุณยายเสียใจมาก ๆ ใช่ไหมค่ะ”
แม่ : ...........

(เรียบเรียงจาก http://www.thaimobile.com )
TOP  
ส่งคำแนะนำและคำถามที่ท่านต้องการสอบถามได้ที่
member@tradepointthailand.com
Developed by Chiangmai Trade Point
TRADE POINT THAILAND services and products are developed by Chiangmai Trade Point, Thailand.
Copyright 2001-2005. All rights reserved.