เงินเป็นสิ่งที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ทำงานหนักหามันและก็ใช้จ่ายมันอยู่ตลอดเวลา แต่ ดูเหมือนว่าเราจะมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรนี้กันไม่ค่อยเก่งนัก เพราะถ้าเก่งก็คงไม่มีหนี้เสีย คงจะไม่มีคนที่ต้องวิ่งเท้าพลิกทุกวันเพื่อหาเงินส่งธนาคารหรือหาเงินจ่ายค่าบัตรเครดิต และคงไม่มีคนทุกข์ใจที่จะเกษียณอายุอยู่แล้วแต่ครอบครัวยังไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
มีคนบอกว่าเงินนั้นเป็นได้ทั้งศัตรูและเพื่อน เมื่อเราไปกู้เงินเขามา เพราะทุกวินาทีดอกเบี้ยก็จะงอกและเราต้องจ่ายดอกเบี้ย และจ่ายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดเสียด้วย ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด แม้แต่เราอยู่ในห้องน้ำ ดอกเบี้ยก็บานอย่างรวดเร็ว ซึ่งดอกเบี้ยนี้ก็คือดอกอุตพิดเราดีๆนี่เอง
ในทางตรงกันข้ามหากเงินอยู่กับเราเป็นเงินออม ดอกไม้ดอกนี้ก็จะแปลงร่างเป็นดอกกุหลาบ มีแต่ความหอมหวาน เพราะทุกวินาทีมันจะบานเพื่อเรา บานเพื่อส่งกลิ่นอันหอมหวนของดอกเบี้ย อันเป็นรายได้ที่ได้มาโดยไม่ต้องออกแรง
สำหรับบางคนถ้าพิจารณาต่อไปนี้ก็อาจถามตัวเองว่า แล้วทำไมเราต้องดอมดมแต่ดอกอุตพิด ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมดอกกุกลาบบ้างเลยหรือ ?
ก็ต้องถามกลับไปว่า แล้วดอกอุตพิดที่มีมาจากไหน หากตนเองไม่มีการใช้จ่ายที่มากมายจนเกินความพอดี เกินความพอเหมาะพอควรอย่างไม่สมดุลกับรายได้แล้ว ดอกอุตพิดก็คงบานแน่
::::
.::::มีตัวเลขชุดหนึ่งที่น่าสนใจหากบุคคลหนึ่งออมเงินและฝากธนาคารเดือนละ ๕๐๐ บาท ณ ดอกเบี้ยทบต้นเดือนละ ๕ ในเวลา ๕ ปี จะมีเงินถึง ๓๔,๑๔๕ บาท และถ้าหากออมได้กี่เท่าของเงินออมนั้นเป็น ๕ ปี ตัวอย่างเช่น ฝากเงินออกได้เดือนละ ๑๐,๐๐๐บาท ( ๒๐ เท่าของ ๕๐๐ บาท) ใน ๕ ปี ก็จะเป็นยอดเงิน ๖๘๒,๙๐๐ ( ๒๐ เท่าของ ๓๔,๑๔๕ ) และถ้าฝาก ๑๐ ปี ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ก็จะเป็นยอดเงินออม ๑,๕๕๙,๓๐๐ บาท
ที่ยกตัวอย่างเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ ก็เพราะจะแสดงให้เห็นว่าคนที่มีความต้องการอันเพริศพริ้งน้องลงมาหน่อย เงินก็จะเป็นเพื่อนเราได้มากทีเดียว สมมุติว่าจะเลือกรถยนต์สักคันในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาทหรือ ๘๐๐,๐๐๐บาท ลองดูซิว่าเงินจะมีผลในทางความเป็นเพื่อนเราอย่างไร
หากผ่อนรถ ๕๐๐,๐๐๐ บาท เงินดาวน์ ๓๐% ผ่อน ๓ ปี ก็ตกเงินผ่อนประมาณเดือนละ ๑๓,๐๐๐ บาท แต่ถ้าผ่อนรถราคา ๘๐๐,๐๐๐ บาท ในเงื่อนไขเดียวกัน หรือพูดอีกในหนึ่งว่าต้องเสียเงินผ่อนเพิ่มอีกเดือนละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท
สมมุติว่าเลือกซื้อรถราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท แทนที่จะเป็น ๘๐๐,๐๐๐ บาท ก็ถือว่าทุ่นเงินผ่อนอีก ๑๐,๐๐๐ บาท และหารเอาเงินนี้ไปฝากธนาคารทุกเดือนๆได้ดอกเบี้ยทบต้นร้อยละ ๕ ก็หมายความว่า เมื่อครบ ๓ ปีเท่ากัน จะมีเงินออมก้อนหนึ่งเป็นเงินประมาณ ๑๙,๐๐๐x๒๐ = ๓๘๐,๐๐๐ บาท รออยู่นอกเหนือจากรถที่ผ่อนครบแล้ว
ทางเลือกนี้หมายถึงว่า เมื่อผ่อนรถครบ ๓ ปี แล้วยังจะมีเงินก้อนอีก ๓๘๐,๐๐๐ บาทไว้ใช้ แต่ถ้าเลือกรถราคา ๘๐๐,๐๐๐ บาทแล้วนอกจากต้องผ่อนเดือนละ ๒๓,๐๐๐ บาทแล้ว เมื่อครบ ๓ ปี จะไม่มีเงินก้อน แต่จะมีรถที่มีมูลค่าลดลงเดือนละ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์
ถ้าราคารถอีกคันที่เลือกสูงกว่าราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาทนี้เท่าใด ก็หมายความว่าการนั่งสบายกว่าที่เพิ่มขึ้นยิ่งมีราคาแพงขึ้นเป็นลำดับ ถ้ามีเงินมากพอจะจ่ายราคาของความหรูหรากว่านี้ได้ และถ้ายิ่งตระหนักดีว่าความหรูหรานี้เป็นเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร
แต่ที่น่าหนักใจก็คือ คนไม่มีเงินจำนวนมากไม่เข้าใจธรรมชาติเช่นนี้ของเงิน ชอบที่จะซื้อของแพงหรูโดยไม่รู้ว่าความหรูหรานี้มีราคาเท่าใด ติดอยู่กับฝันเฟื่องของความหรูหราโดยไม่ตระหนักว่าทุกอย่างมันไม่ฟรี และไม่ฟรีด้วยราคาที่สูงอย่างยิ่ง การลดความปรารถนาของตนเองลงให้สอดคล้องกับรายได้และโลกแห่งความเป็นจริงอย่างมีเหตุผลพอสมควร และตระหนักว่าราคาที่ตนเองต้องจ่ายสำหรับความหรูหรานั้นเป็นเท่าใดกันแน่ จะสามารถรักษาโรคทำงานให้แบงก์ก็ได้
|