ปีที่ 3 ฉบับที่ 111 เดือนกันยายน 2546
 

                สวัสดีค่ะ สมาชิก เทรดพอยท์ ไทยแลนด์ ทุกท่าน ช่วงนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฝนตกเกือบทุกวันยังไงก็ขับรถด้วยความระมัดระวังกันหน่อยนะค่ะ ดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะค่ะ ขอเชิญพบกับสาระน่ารู้น่าสนใจต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับข่าวสารด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจและทางด้านเทคโนโลยีที่ทางเทรดพอยท์นำมาฝากกันในฉบับนี้ โปรดติดตามกันได้เลยค่ะ

 
  ข่าวจากองค์กร
  รู้รอบ E-Commerce
  ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
  นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
  พูดจาภาษาธุรกิจ
  เรื่องของ SMEs
  ของฝากจากฝ่ายระบบ
  พักสมองสักนิด กับ TRADE POINT
   
 ข่าวจากองค์กร
ข่าวฝากจาก Nohmex
        สมัครด่วน ! งานแสดงสินค้า The 4 th Nimmarnhaeminda Art and Design Promernard
สถานที่จัดงาน : จัดคูหาแสดงสินค้าบนเนื้อที่บริเวณ ซ. 1 ถ.นิมมานเหมินทร์ ติดกับโรงแรมอมารีรินคำ เชียงใหม่
ระยะเวลาการจัดงาน : 4 – 7 ธันวาคม 2546 รวม 4 วัน
ตั้งแต่เวลา : 10.00 น. – 12.00 น.
ขนาดคูหา : คูหาพื้นที่เปล่าขนาด 6 ตรม. (กว้าง 3 เมตร * 2 เมตร)
ค่าใช้จ่าย : 5,000 บาท ต่อ คูหา
การรับสมัคร : สมาชิก Nohmex ที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมแสดงสินค้าจะต้องยื่นใบสมัครพร้อมรูปถ่ายภาพสเก็ดผลิตภัณฑ์ของท่าน รูปถ่ายภาพสเก็ดของบูทเพื่อเสนอแนวทางการจัดบูท ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2546 ถึง 10 กันยายน 2546 นี้เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 9.00 – 12.00 น. และ 13.00 – 17.00 น. เว้นวันอาทิตย์ สมาชิก Nohmex ที่สนใจจะร่วมแสดงสินค้าสามารถติดต่อขอใบสมัครได้โดยตรงที่โรงแรมอมารีรินคำ เชียงใหม่ ถ.นิมมานเหมินทร์หรือที่สำนักงานสมาคม Nohmex โทร. 053-277286 และส่งใบสมัครได้ที่ 053-221049, 053-221130 ติดต่อเจ้าหน้าที่คันตุกะสัมพันธ์ ร้านไม้มุงเงิน โทร. 01-6922049 ร้านเจอรารัด โทร 053-220604 สำนักงานนิตยสารสุวรรณภูมิ โทร. 053-400331 รีบ ๆ หน่อย เพราะมีพื้นที่บูธให้ 50 บูทเท่านั้น

(เรียบเรียงจาก http://www.dephai.to.th www.nohmex.com )
TOP  
 รู้รอบ E-Commerce
สร้างแบรนด์สู่อินเตอร์
                การแข่งขันของโลกธุรกิจในปัจจุบัน นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่ง ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นเพียงใด ความเข้มข้นของการแข่งขันก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว กลยุทธ์การแข่งขัน และสภาพตลาดของสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม(SMEs)ควรศึกษา และเรียนรู้ที่จะรับมือกับ ภาวะการแข่งขันที่เกิดขึ้น เพื่อนำพาธุรกิจให้อยู่รอดรวมทั้งสามารถขยายธุรกิจให้แข็งแรงและเติบโตต่อไปได้ สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการมือใหม่ หรือผู้ประกอบการSMEs ควรให้ความสำคัญนอกเหนือไปจากข้อมูลด้านการตลาดทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้า สถานที่จำหน่าย ราคา คู่แข่ง คือ เอกลักษณ์ของสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยหลายรายมองข้าม ทำให้การดำเนินธุรกิจของนักธุรกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง จะเห็นได้ว่าหลายธุรกิจส่วนใหญ่ที่ได้รับออเดอร์สินค้าจากต่างประเทศ มักเป็นในลักษณะการรับจ้างผลิต ในลักษณะ OEM เช่น การรับจ้าง ผลิตสินค้าแบรนด์เนมต่าง ๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบรายได้จากการรับจ้างผลิต กับการผลิตสินค้าที่มีแบรนด์เนมของตัวเองจะมีความแตกต่างกันมาก และการดำเนินงานส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาสั่งสินค้าในเมืองไทยเพราะมีต้นทุนถูกกว่าการผลิตในประเทศของตนเอง ทำให้ธุรกิจไทยต้องพึ่งพิงการสั่งซื้อจากต่างประเทศค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยง เพราะการทำธุรกิจในลักษณะนี้หากลูกค้าสามารถหาแหล่งผลิตที่ราคาถูกกว่าได้ ก็ย่อมสูญเสียตลาดตรงนี้ไป ภาครัฐภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมองเห็นความสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าไทยโดยได้พยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs หาเอกลักษณ์ และพยายามสร้างแบรนด์สินค้าไทย ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศให้ได้ เพื่อสร้างจุดแข็งและศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว ว่า การสร้างแบรนด์สินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง เพราะปัจจุบันสินค้าของไทยไม่ได้มุ่งขายเฉพาะคนไม่กี่คน แต่เราต้องส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศด้วย เพื่อขยายตลาด และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ การสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดสากลนั้น สิ่งแรก ที่ต้องคำนึงถึงคือ คุณภาพของสินค้า ผู้ประกอบการSMEs ต้องสร้างความมั่นใจ และจุดขายของตัวเองให้ได้ว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ จากนั้นต้องทำให้ผู้บริโภคยอมรับให้ได้ และการที่จะทำให้ผู้บริโภคสนใจสินค้าของไทย ต้องเริ่มตั้งแต่ทำอย่างไรลูกค้าถึงจะสนใจ จะใช้วิธีดึงดูดใจอย่างไร ตรงนี้ก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลให้ลูกค้าทราบในรูปแบบต่าง ๆ จากนั้นก็ไปสู่ขั้นตอนการสร้างความเข้าใจ โน้มน้าวใจ และพรีเซนต์คุณสมบัติของสินค้า เมื่อลูกค้าสนใจและเข้าใจก็จะเกิดการยอมรับในที่สุด สำหรับการผลักดันการสร้างแบรนด์สินค้าไทยของภาครัฐ ได้มีนโยบายสนับสนุนให้เอกชนให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ โดยในส่วนของสินค้าแฟชั่น ภาครัฐได้นำร่องด้วยการสร้างแบรนด์ สินค้าไทยขึ้นมา ภายใต้ชื่อ ”ไทโก้ “ เพื่อใช้เป็นแบรนด์สินค้าเสื้อผ้า ที่ผลิตจากดีไซน์เนอร์ไทย ผู้ประกอบการไทย ออกวางจำหน่ายแข่งขันกับแบรนด์ดัง ๆ จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพง ในขณะที่คุณภาพสินค้าไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ภาครัฐยังมีแผนที่จะสร้างแบรนด์ไทยในหลายวิธี โดยหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิดการสร้างแบรนด์ไทยคือ โครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ตามแผนก็จะทำให้มีผู้ประกอบการไทย และสินค้าไทยเกิดขึ้นจากโครงการนี้หลายราย และหากมีการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถรวมทั้งวัตถุดิบให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ก็จะผลักดันให้สินค้าของไทยได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ และในที่สุดหากผู้ประกอบการไทยได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ก็จะ ทำให้สินค้าของไทยเข้าไปตีตลาดต่างประเทศได้ ฉะนั้น การสร้างแบรนด์สินค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรคำนึงถึง รวมทั้งการสร้างมาตรฐานการยอมรับให้กับลูกค้าซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้ให้การสนับสนุนด้านมาตรฐานการยอมรับเป็นอย่างมาก โดยได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เร่งออกใบรับรองมาตรฐานให้กับสินค้า ชุมชน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า และยกระดับสินค้าชุมชนสู่สากล หากผู้ประกอบการSMEs ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ ใช่เรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

TOP  
 ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
ธสน. เปิดบริการประกันการส่งออกระยะกลางและระยะยาว
                ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) เปิดให้บริการประกันการส่งออกระยะกลางและระยะยาว (Medium and Long-term Export Insurance) เพื่ออำนวยประโยชน์แก่ผู้ส่งออกสินค้าและบริการของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกด้วยเงื่อนไขทางการค้าที่ผ่อนปรนและระยะเวลายาวขึ้น รวมทั้งช่วยให้สถาบันการเงินไทยให้บริการทางการเงินและเงินกู้ประเภทต่างๆ แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ ตลอดจนทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในการค้าขายกับผู้ส่งออกไทยมากขึ้นนายสถาพร ชินะจิตร กรรมการผู้จัดการ ธสน. เปิดเผยว่าบริการประกันการส่งออกระยะกลางและระยะยาวเป็นการขยายขอบเขตการให้บริการประกันการส่งออกให้รองรับธุรกรรมที่มีระยะเวลาการชำระเงินนานกว่า 180 วันขึ้นไป ครอบคลุมถึงบริการทางการเงิน การให้สินเชื่อ และเงินกู้ยืมแก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยแบ่งการให้บริการออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
                1. การรับประกันความเสี่ยงแก่ผู้ส่งออกที่ส่งสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศและไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการนั้นๆ (Supplier’s credit insurance policy) ให้ความคุ้มครองทั้งก่อนการชำระเงินและในระยะการชำระเงิน ซึ่งผู้ส่งออกสามารถเลือกทำประกันทั้ง 2 ช่วง หรือเลือกในระยะการชำระเงินเพียงช่วงเดียวและเลือกให้คุ้มครองความเสี่ยงทางการค้าและการเมืองหรือความเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ จึงเหมาะสำหรับธุรกรรมที่มีการชำระเงินเป็นงวดๆ ตามความคืบหน้าของการส่งมอบงาน เช่น รับเหมาก่อสร้าง การบริการ การส่งออกหรือติดตั้งสินค้า ซึ่งความคุ้มครองจะครอบคลุมความเสียหายส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในกรณีเกิดความเสียหายก่อนการส่งออก และครอบคลุมจำนวนเงินตามที่ผู้ซื้อในต่างประเทศมีภาระหนี้ตามสัญญาในกรณีที่เกิดความเสียหายหลังการส่งออก
                2. การรับประกันความเสี่ยงแก่สถาบันการเงินของไทยที่ให้บริการทางการเงินซึ่งรวมถึงเงินกู้ประเภทต่างๆ แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศและไม่ได้รับชำระคืนเงินกู้นั้น (Buyer’s credit insurance policy) ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ระยะที่ผู้ซื้อเริ่มเบิกถอนเงินกู้ (Drawdown Period) จนกระทั่งชำระคืนครบถ้วน โดยสถาบันการเงินสามารถเลือกทำประกันความเสี่ยงทางการค้าและการเมืองหรือเลือกความเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่งได้เช่นเดียวกับแบบแรกตัวอย่างความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนการชำระเงินและในระยะการชำระเงินอาจเกิดจากเหตุผลทางการค้าและการเมือง เช่น ผู้ซื้อในต่างประเทศล้มละลาย ผู้ซื้อภาครัฐในต่างประเทศยกเลิกสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา การประกาศใช้กฎหมายหรือมาตรการใดๆ หรือเกิดสงคราม ปฏิวัติ เหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองที่มีผลให้ผู้ซื้อในต่างประเทศไม่สามารถโอนเงินชำระหนี้หรือดำเนินการตามสัญญาได้ ซึ่งผู้ส่งออกหรือสถาบันการเงินสามารถเลือกใช้บริการประกันการส่งออกได้ตามลักษณะของสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดยคาดว่าบริการดังกล่าวจะเริ่มให้บริการได้ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2546 เป็นต้นไปส่วนประชาสัมพันธ์ สำนักบริหาร ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโปรดติดต่อส่วนประชาสัมพันธ์ สำนักบริหาร โทร. 0 2271 3700, 0 2278 0047, 0 2617 2111 ต่อ 1142-1145

(เรียบเรียงจาก http://www.exim.go.th/news/news_detail.asp?tran_ID=46000000871 )
TOP  
 นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
พัฒนาการเซ็นต์ชื่อด้วยเมาส์คอมพิวเตอร์
                นักวิทยาศาสตร์ในอังกฤษได้ค้นพบวิธีการใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์สามารถลงนามลายมื่อชื่อของตัวเองบนแบบฟอร์มออนไลน์ได้โดยใช้เมาส์คอมพิวเตอร์แทนปากการะบบการลงนามด้วยเมาส์ดังกล่าว เป็นการใช้ซอฟต์แวร์อันชาญฉลาดที่สามารถรำลึกวิธีการที่ผู้ใช้ใช้งานเมาส์ในการเขียนชื่อหรือการเขียนสัญลักษ์แทนตัวอื่นๆ โดยระบบนี้จะมีประโยชน์ในการตรวจสอบผู้ใช้งานเว็บไซต์และการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ด้วยบัตรเครดิต
                เทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว พัฒนาขึ้นโดย ดอคเตอร์ ปีเตอร์ แม็คโอวาน แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน โดยเขาได้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้เครือข่ายคล้ายใยประสาทของมนุษย์ ในการคัดเลือกและวิเคราะห์การรูปแบบการใช้งานเมาส์ของผู้ใช้แต่ละคนและจะช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถใช้อุปกรณ์เมาส์แทนการเขียนด้วยปากกาได้ ระบบประสาทที่บรรจุอยู่ภายในซอฟต์แวร์จำเป็นต้องใช้ตัวอย่างประมาณ ๒๐ ตัวอย่างของวิธีการลงนามลายมือชื่อด้วยเมาส์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พัฒนาการดังกล่าว จะช่วยให้ระบบการพาณิชยกรรมอิเลคทรอนิกส์มีระดับการรักษาความปลอดภัยเพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม.

(เรียบเรียงจาก http://www.mcot.or.th/it/news.php?id=41394 )
TOP  
 พูดจาภาษาธุรกิจ
เจาะตลาดนิชมาร์เก็ต สร้างฐานผู้ประกอบการ SMEs
                การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้ามาตีตลาด ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ทำธุรกิจนี้มานาน และมีกลุ่มลูกค้าที่แน่นหนามั่นคงอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช้เรื่องยากหากผู้ประกอบการSMEs มีการศึกษาตลาดดีพอ เพราะปัจจุบันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้มีความต้องการสินค้ามากขึ้น และไม่ว่าผู้ประกอบการSMEs จะดำเนินธุรกิจประเภทใด ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้ความอยู่รอดของธุรกิจSMEsได้เป็นอย่างดีปัจจัยหนึ่งคือ ตลาด ปัจจุบันช่องทางการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการได้พัฒนารูปแบบไปจากอดีตค่อนข้างมาก เพราะเมื่อมีผู้ประกอบการเกิดขึ้นในตลาดหลายราย ย่อมส่งผลให้การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการมีมากขึ้น เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดมาเป็นของตนเองมากที่สุด
                ตลาดที่ผู้ประกอบการSMEs สามารถเข้าไปทำตลาดได้ และเป็นตลาดที่น่าสนใจคือ ตลาด Niche Market ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs สามารถสร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้าทีผลิตขึ้น เพื่อเจาะตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น การผลิตสินค้าที่ใช้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษ อาทิ สินค้าหัตถกรรม หรือ สินค้าที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ขายไอเดียแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างกับสินค้าที่วางขายตลาดท้องตลาดทั่วไป การเจาะตลาดNiche Market นอกจากทำให้ผู้ประกอบการSMEs มีช่องทางจำหน่ายสินค้าแล้วยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของผู้ประกอบการSMEs ด้วย เพราะเมื่อสินค้ามีเอกลักษณ์ มีจุดเด่นของตัวเอง เช่น เป็นสินค้าที่ผลิตจากสมุนไพรไทย ขายในราคาย่อมเยา เจาะกลุ่มเป้าหมายที่รักสวยรักงาม และคำนึงถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ฯลฯ การกำหนดราคาขายผู้ประกอบการก็สามารถกำหนดในราคาที่สูงกว่าสินค้าที่วางขายทั่วไป เพราะสินค้าที่ผลิตขึ้นมีความแตกต่างและมีกลุ่มลูกค้าชัดเจน
                นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีนโยบายสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขัน และทำธุรกิจได้ โดยได้เปิดอบรมผู้ประกอบการใหม่ ซึ่งจะมีการอบรมให้คำแนะนำเกี่ยวกับธุรกิจหลากหลายสาขา รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญสอนวิธีการทำแผนด้านการตลาด แนะนำตลาดให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถมองตลาด และคาดการณ์ธุรกิจของตนเองได้ ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้ประกอบการSMEs ไทยมีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินธุรกิจได้ อย่างมั่นคงต่อไป นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่ได้เปิดโครงการอบรมผู้ประกอบการใหม่ ด้วยการเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมาแนะนำ และถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการหลายรุ่นในปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้ผลดีมาก จึงมีแนวคิดที่จะเปิดอบรมผู้ประกอบการให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดให้มากที่สุดอย่างไรก็ตาม การเจาะตลาดNiche Market จะประสบความสำเร็จด้วยดี หากผู้ประกอบการSMEs มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งนอกจากพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสม่ำเสมอแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ รูปร่างหน้าตา ของสินค้า รวมไปจนถึง แพคเก็จ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่าสินค้าหลายหลายประเภทจะให้ความสำคัญกับแพคเก็จกันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับของสวยงาม หรือของฝากของที่ระลึก เพราะแพคเก็จของสินค้าถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ลูกค้าบางกลุ่มใช้เป็นตัววัดในการตัดสินใจซื้อ หากผู้ประกอบการ SMEs ให้ความใส่ใจกับการออกแบบแพคเก็จให้เหมาะกับตัวสินค้า และกลุ่มเป้าหมาย แน่นอนว่าแม้สินค้าชนิดนั้นจะมีวางขายตามท้องตลาดมากมาย แต่จากรูปแบบแพคเก็จที่แตกต่าง ก็สามารถสร้างจุดเด่น และดึงดูดใจให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าได้
                ปัจจัยที่มีความสำคัญในการทำตลาด Niche market อีกประการคือ ราคาจำหน่าย การเจาะตลาดNiche market นั้นผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงกลุ่มลูกค้า ต้นทุนการผลิตสินค้า ต้นทุนการตลาดประกอบ โดยควรตั้งราคาให้เหมาะกับตัวสินค้า และความสามารถในการซื้อของลูกค้าด้วย เพราะมีผู้ประกอบการSMEs หลายรายประสบปัญหาผลิตสินค้าแล้วขายไม่ออก แม้สินค้าจะดี สวย เด่นสะดุดตา แต่ตั้งราคาแพงเกินไป ก็ขายไม่ได้ ฉะนั้นผู้ประกอบการควรศึกษาตลาด กลุ่มลูกค้า ช่องทางจำหน่าย และตัวสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะนำสินค้าออกสู่ตลาด เจาะตลาดนิชมาร์เก็ต สร้างฐานผู้ประกอบการ SMEsการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้ามาตีตลาด ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ทำธุรกิจนี้มานาน และมีกลุ่มลูกค้าที่แน่นหนามั่นคงอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช้เรื่องยากหากผู้ประกอบการSMEs มีการศึกษาตลาดดีพอ เพราะปัจจุบันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้มีความต้องการสินค้ามากขึ้น และไม่ว่าผู้ประกอบการSMEs จะดำเนินธุรกิจประเภทใด ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้ความอยู่รอดของธุรกิจSMEsได้เป็นอย่างดีปัจจัยหนึ่งคือ ตลาด
                ปัจจุบันช่องทางการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการได้พัฒนารูปแบบไปจากอดีตค่อนข้างมาก เพราะเมื่อมีผู้ประกอบการเกิดขึ้นในตลาดหลายราย ย่อมส่งผลให้การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการมีมากขึ้น เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดมาเป็นของตนเองมากที่สุดตลาดที่ผู้ประกอบการSMEs สามารถเข้าไปทำตลาดได้ และเป็นตลาดที่น่าสนใจคือ ตลาด Niche Market ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs สามารถสร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้าทีผลิตขึ้น เพื่อเจาะตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น การผลิตสินค้าที่ใช้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษ อาทิ สินค้าหัตถกรรม หรือ สินค้าที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ขายไอเดียแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างกับสินค้าที่วางขายตลาดท้องตลาดทั่วไป การเจาะตลาดNiche Market นอกจากทำให้ผู้ประกอบการSMEs มีช่องทางจำหน่ายสินค้าแล้วยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของผู้ประกอบการSMEs ด้วย เพราะเมื่อสินค้ามีเอกลักษณ์ มีจุดเด่นของตัวเอง เช่น เป็นสินค้าที่ผลิตจากสมุนไพรไทย ขายในราคาย่อมเยา เจาะกลุ่มเป้าหมายที่รักสวยรักงาม และคำนึงถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ฯลฯ การกำหนดราคาขายผู้ประกอบการก็สามารถกำหนดในราคาที่สูงกว่าสินค้าที่วางขายทั่วไป เพราะสินค้าที่ผลิตขึ้นมีความแตกต่างและมีกลุ่มลูกค้าชัดเจน
                นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีนโยบายสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขัน และทำธุรกิจได้ โดยได้เปิดอบรมผู้ประกอบการใหม่ ซึ่งจะมีการอบรมให้คำแนะนำเกี่ยวกับธุรกิจหลากหลายสาขา รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญสอนวิธีการทำแผนด้านการตลาด แนะนำตลาดให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถมองตลาด และคาดการณ์ธุรกิจของตนเองได้ ซึ่งจะสามารถทำให้ผู้ประกอบการSMEs ไทยมีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินธุรกิจได้ อย่างมั่นคงต่อไป นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่ได้เปิดโครงการอบรมผู้ประกอบการใหม่ ด้วยการเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมาแนะนำ และถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบการหลายรุ่นในปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้ผลดีมาก จึงมีแนวคิดที่จะเปิดอบรมผู้ประกอบการให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดให้มากที่สุด
                อย่างไรก็ตาม การเจาะตลาดNiche Market จะประสบความสำเร็จด้วยดี หากผู้ประกอบการSMEs มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งนอกจากพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสม่ำเสมอแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ รูปร่างหน้าตา ของสินค้า รวมไปจนถึง แพคเก็จ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่าสินค้าหลายหลายประเภทจะให้ความสำคัญกับแพคเก็จกันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับของสวยงาม หรือของฝากของที่ระลึก เพราะแพคเก็จของสินค้าถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ลูกค้าบางกลุ่มใช้เป็นตัววัดในการตัดสินใจซื้อ หากผู้ประกอบการ SMEs ให้ความใส่ใจกับการออกแบบแพคเก็จให้เหมาะกับตัวสินค้า และกลุ่มเป้าหมาย แน่นอนว่าแม้สินค้าชนิดนั้นจะมีวางขายตามท้องตลาดมากมาย แต่จากรูปแบบแพคเก็จที่แตกต่าง ก็สามารถสร้างจุดเด่น และดึงดูดใจให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าได้

(เรียบเรียงจาก http://www.smethai.net/th/ )
TOP  
 เรื่องของ SMEs
หัตถกรรมส่งออก : หนึ่งในสินค้าOTOP…ที่หวังฟื้นเศรษฐกิจไทย
                บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์(One Tambon One Product : OTOP)ที่ปัจจุบันมีสินค้าเข้าร่วมโครงการหลากหลายชนิดจากทั่วประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้าน โดยสินค้าหัตถกรรมไทยนับเป็นหนึ่งในสินค้า OTOP ที่ได้รับความนิยมค่อนข้างแพร่หลายทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ และนับเป็นสินค้าที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยด้วย ในช่วงไตรมาสแรกปี 2546 พบว่าไทยสามารถส่งออกคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 8,717.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.98 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่าเมื่อสิ้นปี 2546 มูลค่าการส่งออกน่าจะปรับเพิ่มมากขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 เนื่องจากช่องทางการจัดจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐในการนำสินค้าในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไปแสดงในงานแสดงสินค้าในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแนวคิดที่กำหนดให้กรมส่งเสริมการส่งออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมกันหาสถานที่เพื่อจัดตั้งมุมสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์เพื่อนำเสนอสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีแนวทางในควบคุมคุณภาพสินค้าที่มีระบบมากขึ้น
                ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าแนวทางการส่งเสริมสินค้าหัตถกรรมไทยให้สามารถแข่งขัน ในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ทางการตลาดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในหลายปัจจัย อันได้แก่
                1. การค้นหาจุดเด่นและเอกลักษณ์ของสินค้าไทยจากภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศอย่างเข้มข้นมากขึ้นสำหรับการผลิตเพื่อวางจำหน่ายในตลาดโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่มีสินค้าไทยวางจำหน่ายมาก่อน พร้อมกับหันมาให้ความสำคัญต่อคุณภาพและการพัฒนาสินค้าอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
                2. การนำเสนอรูปแบบของสินค้าที่จะต้องโดดเด่นด้วยการออกแบบทั้งผลิตภัณฑ์และ บรรจุภัณฑ์ที่สามารถดึงดูดลูกค้าให้เกิดความประทับใจนับตั้งแต่แรกพบ
                3.การบริหารการจัดการของผู้ประกอบการที่ควรมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนด้านปริมาณและคุณภาพการผลิตโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขัน การตั้งราคาสินค้าที่ได้เปรียบแม้ต้องอยู่ในภาวะที่อัตราการแลกเปลี่ยนมีโอกาสผันผวนในอนาคต และระบบการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีเพื่อให้สามารถส่งลูกค้าได้ทันกำหนด เป็นต้น
                4.การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจากภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา การกระจายการจ้างงานสู่ภูมิภาค รวมถึงการเสริมสภาพคล่องในระบบธุรกิจส่งออก
                5.เร่งแสวงหาช่องทางการตลาดในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการผลิตที่เร่งส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออกอย่างเต็มระบบ เพราะแม้ว่าสินค้าหัตถกรรมของไทยจะมี การพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศคู่แข่งเช่นจีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่เน้นกลยุทธ์ราคาถูกกว่าในการแข่งขันก็กำลังเร่งพัฒนาสินค้าเพื่อให้เท่าทันไทยอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน และควรเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อชดเชยกรณีตลาดหลักมีปัญหา
                ดังนั้นการเพิ่มช่องทางการตลาดจึงเป็นหนทางที่ทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นอย่างจริงจัง นอกจากนี้ควรเร่งพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตเพื่อ เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันอย่างจริงจัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการ ศึกษาความต้องการของผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายในเชิงลึกมากขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไปในอนาคต

(เรียบเรียงจาก http://www.smethai.net/th/ )
TOP  
 ของฝากจากฝ่ายระบบ
ไมโครซอฟท์แนะให้ดาวน์โหลดโปรแกรมป้องกันไวรัสร้าย
                 เว็บไซต์ ของไมโครซอฟท์ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก แนะให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ทำการดาวน์โหลดโปรแกรมเสริมความปลอดภัยในการป้องกันไวรัส Kelar, Blaster.E และไวรัสอื่น ๆ หลังตรวจพบไวรัสดังกล่าวมีการทำงานที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
                รายงานข่าวจากเว็บไซต์ ของไมโครซอฟท์ ระบุว่า ไวรัสเวิร์ม Kelar.A และ B เป็นหนึ่งในบรรดาไวรัสที่อาศัยช่องโหว่ RPC DCOM ของ Windows บางเวอร์ชัน ทั้งคู่คล้ายกันมากและจู่โจมผ่านพอร์ต ๑๓๕ เหมือนกัน เมื่อเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ ไวรัส จะดาวน์โหลดเครื่องมือแฮคข้อมูล HackTool/NTRootKit เพื่อใช้ในการแฮคสิทธิ์แบบผู้ดูแลระบบบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสนั้น ไวรัสเหล่านี้สามารถซ่อนการดำเนินการ บันทึกการกดแป้นพิมพ์ เรียกใช้ไฟล์ และบล็อกเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ นอกจากนี้ ไวรัสทั้งสองยังเชื่อมต่อไปยัง IRC server ต่าง ๆ เพื่อส่งข้อมูลบนเครื่องที่ติดไวรัส ไปยังผู้ผลิตอีกด้วย ขณะที่ไวรัสเวิร์ม Blaster สายพันธุ์ E ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ จะจู่โจมผ่านช่องโหว่ RPC DCOM เช่นกัน ไวรัสนี้เป็นเช่นเดียวกับไวรัสต้นตระกูล ต่างกันเพียงชื่อไฟล์ที่สร้างขึ้นในเครื่องที่ติดไวรัส โดยไวรัสนี้ใช้ชื่อไฟล์ MSLAUGH.EXEBlaster.E ได้รับการออกแบบมาเพื่อการโจมตีแบบ denial of service (DoS) ไปยังเว็บไซต์ kimble.org เมื่อวันที่ของระบบอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ ๑๖ สิงหาคม ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๖
                ทั้งนี้ จึงขอแนะนำให้ดาวน์โหลดโปรแกรมเสริมความปลอดภัยจากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ที่http://www.microsoft.com/security/security_bulletins/ms03-026.asp เพื่อที่ต่อไปเครื่องจะสามารถป้องกันไวรัสที่อาศัยช่องโหว่นี้ในการจู่โจมได้

(เรียบเรียงจาก http://www.mcot.or.th/it/news.php?id=41343 )
TOP  
 พักสมองสักนิด กับ TRADE POINT
สัตว์อะไรห้ามอ่านหนังสือ

เฉลย แกะ ( ห้ามแกะอ่าน กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ของร้าน )!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

TOP  
ส่งคำแนะนำและคำถามที่ท่านต้องการสอบถามได้ที่
member@tradepointthailand.com
Developed by Chiangmai Trade Point
TRADE POINT THAILAND services and products are developed by Chiangmai Trade Point, Thailand.
Copyright 2001-2003. All rights reserved.