ปีที่ 3 ฉบับที่ 110 เดือนกันยายน 2546
 

        สวัสดีค่ะ สมาชิก เทรดพอยท์ ไทยแลนด์ ทุกท่าน ช่วงนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูฝนแล้วยังไงก็ดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะค่ะ ขอเชิญพบกับสาระน่ารู้น่าสนใจต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับข่าวสารด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจและทางด้านเทคโนโลยีที่ทางเทรดพอยท์นำมาฝากกันในฉบับนี้ โปรดติดตามกันได้เลยค่ะ

 
  ข่าวจากองค์กร
  รู้รอบ E-Commerce
  ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
  นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
  พูดจาภาษาธุรกิจ
  เรื่องของ SMEs
  ของฝากจากฝ่ายระบบ
  พักสมองสักนิด กับ TRADE POINT
   
 ข่าวจากองค์กร
ข่าวฝากจาก NOHMEX เรื่อง สรุปตำแหน่งคูหางานแสดงสินค้า BIG
                ตามที่สำนักกิจกรรมงานแสดงสินค้าในประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออกได้จัดประชุมสำหรับผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของขวัญและของใช้ในบ้านเดือนตุลาคม 2546 พร้อมแจ้งตำแหน่งคูหาของแต่ละบริษัทฯ ที่เข้าร่วมงานและแจกเอกสารคู่มือและแนะแนวทางการพัฒนารูปแบบ
                ทางสมาคม NOHMEX จึงขอส่งสรุปตำแหน่งคูหางานแสดงสินค้าของผู้เข้าร่วมงานดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น 761 บริษัท รวม 1,830 คูหา ตามรายละเอียดเอกสารที่ Attach File แนบมา
                สมาชิก NOHMEX สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
                http://www.depthai.to.th/fairin/bigoct , http://www.thaitrade.com

TOP  
 รู้รอบ E-Commerce
กระทรวงพาณิชย์ สั่งขึ้นทะเบียน "อี - คอมเมิร์ซ"
                กระทรวงพาณิชย์ขอคุม 5 หมื่นกว่าล้านในตลาดe-commerce เดินเครื่องเต็มสูบดันเข้าระบบธุรกิจโปร่งใส และคุ้มครองผู้บริโภค กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องขึ้นทะเบียนภายใน 17 พ.ค.นี้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ SME รายใหม่เผย 10 ธุรกิจออนไลน์ยอด นิยม แค่ธุรกิจอาหารไทยฟันปีละ 2-3 หมื่นล้าน ก้าวต่อไปสร้างคุณภาพ สัญลักษณ์ Trust mark คาดอีก 2 เดือนได้เห็นวันนี้ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) กำลังเกิดความชัดเจนขึ้นตามลำดับ สอดคล้องกับแนวทางของ e-ASEAN และ e-Thailand โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำผ่านระบบออนไลน์ ในการจัดซื้อจัดจ้าง (e-Procurement) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(e-commerce)การดีเดย์ของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในประกาศฉบับล่าสุดระบุให้ ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในประเทศไทยต้องยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2546เป็นต้นไปมีคำถามเกิดขึ้นทันทีว่าสภาพการณ์ปัจจุบัน รูปแบบธุรกิจธุรกรรมเช่นนี้มีความพร้อมเพียงใดสำหรับการทำธุรกิจของไทย กับภาวะปัจจุบันและอนาคต!! รวมถึงมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจนี้ใหญ่โตหรือน่าลิ้มลองเพียงใด??ทั้งหมดล้วนเป็นโจทย์ที่ต้องค้นหาธุรกิจe-commerceปีนี้โตห้าหมื่นล้านอรจิต สิงคาลวณิชอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยกับ"ผู้จัดการรายสัปดาห์"ว่า มูลค่ารวมของตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จากการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) พบว่ามีประมาณห้าหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี "จากรายงานของบริษัทอินฟอร์เมชั่นดาต้า เซ็นเตอร์ ได้คาดการณ์ว่า ในปี 2546 ไทยจะมีมูลค่าของตลาด e-commerce ในราว 50,920 ล้านบาทในปี 2546 และขณะนี้ NECTEC ได้ร่วมกับทางสำนักงานสถิติแห่งชาติ กำลังทำสำมะโนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วประเทศ และผู้ที่ประกอบธุรกิจด้าน e-commerce โดยตรงว่าปัจจุบันมีจำนวนเท่าไร ที่ชัดเจนอีกครั้ง"จากการสำรวจล่าสุด เมื่อปี 2544 มีผู้ประกอบการรวมทั้งสิ้น 6,460 เว็บไซด์ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการทำ Website 10 อันดับแรก ได้แก่ การท่องเที่ยว คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต เครื่องนุ่งห่มและเครื่องสำอาง ขายดอกไม้ หัตถกรรม ค้าปลีก/ค้าส่ง เครื่องประดับ บันเทิง ร้านอาหาร และสิ่งพิมพ์ ทั้งนี้ สามารถแบ่งระดับการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ 2 ระดับ คือ
                1.พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขั้นเริ่มต้น คือ Website เพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่มีการค้าขาย หรือชำระเงิน(เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และทดลองความนิยมของ Website และสินค้า พิจารณาจากจำนวนผู้ที่เข้าชม เช่น การท่องเที่ยว คอมพิวเตอร์และอินเตอร์ บันเทิง อาหารและยา การเงิน และสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีประมาณ ร้อยละ 88.58
                2.พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นก้าวหน้า คือ Website ที่มีระบบการสั่งซื้อ/สั่งจอง การชำระเงิน การขนส่งสินค้า การรักษาความปลอดภัย และระบบการติดตามสินค้า เช่น การท่องเที่ยว คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เครื่องนุ่งห่มและเครื่องสำอาง ขายดอกไม้หัตถกรรม ค้าปลีก/ค้าส่ง เครื่องประดับ บันเทิง ร้านอาหาร และสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีประมาณ ร้อยละ 11.42 ที่สำคัญจะเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย(Sme)และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอีกรูปแบบหนึ่ง"ปัจจุบันร้านค้าอาหารไทย ที่ใช้ชื่อว่า "Food Market Thai Exchange.com " ซึ่งเป็นของบริษัทไทยยูเนี่ยนฟู้ด ระบุว่า มียอดจำหน่ายสินค้าผ่านทาง Website ต่อปีถึง 20,000-30,000 ล้านบาท" แหล่งข่าวระบุ จดทะเบียนก่อน 17 พ.ค. อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่าประกาศกระทรวงฯกำหนดให้ผู้ที่ทำธุรกิจ e-commerce ทุกรายทั้งบุคคลธรรมดาและ นิติบุคคลจะต้องจดทะเบียน ภายในวันที่ 17 พ.ค.นี้ จุดประสงค์ ไม่ใช่ต้องการเข้าไปดูแลหรือควบคุมการทำธุรกิจด้านนี้ แต่ต้องการส่งเสริมและให้เกิดความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค/ประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำธุรกิจรูปแบบนี้ในปัจจุบันและอนาคต"จะเป็นผลดียิ่งต่อผู้ทำธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีใบทะเบียนพาณิชย์ หรือ ระบุเลขทะเบียนพาณิชย์ไว้บน Web Site (Home Page) ด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมผู้ประกอบการ Website ที่ไม่ถูกต้องในลักษณะต่างๆ เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ และ Website ประเภทอนาจาร"นอกจากนี้ จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยจัดทำเป็น e-Directory ได้รับสิทธิพิเศษในการสนับสนุนด้านการตลาด เช่น การเข้าร่วมโครงการ E-marketplace ได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การเข้าร่วมการอบรมสัมมนาที่กรมจะจัดขึ้น การได้รับคำแนะนำและการรับข้อมูลข่าวสารของกรม และในส่วนของกรมฯก็จะบรรจุและพัฒนาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ตามนโยบายของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย
แจงขั้นตอนจดทะเบียน
                สำหรับขั้นตอนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ กรณีเป็นประกอบการอยู่ก่อน 17 พ.ค.ให้ยื่นขอจดทะเบียนแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 16 มิ.ย. โดยยื่นขอจดทะเบียนตั้งแต่ 17 พ.ค.เป็นต้นไป กรณีเริ่มประกอบการใหม่ ตั้งแต่ 17 พ.ค.นี้ ให้ยื่นขอจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มประกอบการใหม่ เสียค่าธรรมเนียมเพียงรายละ 50 บาท หรือผู้ที่จดทะเบียนพาณิชย์อยู่แล้ว ก่อน17 พ.ค.ให้แจ้งนายทะเบียนทราบ โดยแจ้งต่อสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ที่ยื่นจดไว้ ต่างจังหวัดให้แจ้งต่อสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดนั้นๆ ภายใน 16 มิ.ย.นี้ พร้อมสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ เพื่อนายทะเบียนจะได้ดำเนินการ ตรวจสอบว่าได้จดทะเบียน พาณิชย์โดยถูกต้องแล้ว"การจดทะเบียนพาณิชย์จะมีลักษณะคล้ายกับป้ายทะเบียนรถยนต์ ให้รู้ว่ามีตัวตนและสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภค แต่เป็นคนละประเด็นกับการโกง เพราะเมื่อจดทะเบียนก็ยังเกิดการโกงได้ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบแหล่งต้นตอได้ง่าย ทางกรมฯต้องการรู้ว่าผู้ประกอบธุรกิจด้านมีประเภทใด ตั้งอยู่ที่ไหนเพื่อรวบรวมเป็นข้อมูล ให้ผู้บริการและผู้บริโภค"สำหรับบทลงโทษผู้ประกอบการที่ไม่ยื่นจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 มาตรา 19 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งร้อยบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องม
สร้างมาตรฐานเชลล์อีคอมฯ
                แนวทางการพัฒนา e-commerce ได้รับการเปิดเผยต่อไปว่า ทางกรมฯเตรียมจะสร้างสัญลักษณ์ในลักษณะมาตรฐานคุณภาพสินค้า (Trust mark) ในระยะต่อไป คล้ายการการันตีว่า เป็นสินค้าที่มีคุณภาพอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งผ่านการรับรองจากกระทรวงพาณิชย์แล้วในระดับหนึ่ง คล้ายกับสัญลักษณ์"เชลล์ชวนชิม" บ่งชี้ว่าร้านอาหารนี้มีรสชาติดี อร่อยและถูกหลักอนามัยโดยขณะนี้ทางกรมฯกำลังดำเนินการใน 2 ลักษณะควบคู่ในการสร้าง Trust mark ดังกล่าวคือ การตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าข่าย เช่น ได้รับการการันตีจากธนาคารด้านระบบจ่ายเงิน ระบบขนส่งดี และการประกันคุณภาพสินค้า ฯลฯ และการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาคุณภาพสมบัติของคณะกรรมการฝ่ายต่างๆอีกต่อหนึ่ง คาดว่าจะมีผลใช้ได้จริงอีก 2 เดือนจากนี้ ในระบบการตรวจสอบก็จะมีคณะทำงานที่พิจารณาว่า เมื่อผู้ประกอบธุรกิจนี้ได้รับTrust mark ไปแล้วยังรักษาคุณภาพและ คุณสมบัติที่ดีในการให้บริการต่อผู้บริโภคหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานที่ทางกรมฯกำหนดจะต้องถูกถอนใบอนุญาต และริบตราสัญลักษณ์คืน และอาจจะตกเป็นหนึ่งในแบล็คลิสต์(บัญชีดำ)ของกรมฯ ที่ถูกจับจ้องเป็นพิเศษด้วย

TOP  
 ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
"ซาร์ส" กับผลกระทบต่อธุรกิจไอซีที
                โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือ ซาร์สที่กำลังระบาดรุนแรงไปมากกว่า ๒๕ ประเทศ ถูกคาดหมายว่าอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงหลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์เงินปี ๒๕๔๑ ถึงผลกระทบจากสงครามีอีรักที่เพิ่งจบสิ้นลง ธุรกิจหลายประเภทถูกคาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบจากซาร์สไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว การส่งออก และอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงธุรกิจไอซีที
                สำหรับธุรกิจไอซีที หรือธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารโทรคมนาคม ดูเหมือนน่าจะเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่ไม่ได้รับผลกระทบจากซาร์สแต่โดยความเป็นจริงแล้ว อุตสาหกรรมไอซีทีได้รับผลกระทบทั้งดีและไม่ดีจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศในกลุ่มเสี่ยง และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งที่เกิดความกลัวและพยายามสร้างภูมิคุ้มกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยง ธุรกิจที่คาดกว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นทั้ง ๆ ที่มีการเติบโตอยู่แล้ว คือ ธุรกิจทางด้านบันเทิง โดยเฉพาะความบันเทิงที่ไม่ต้องเดินทางหรือความบันเทิงในบ้าน เนื่องจากผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไปในที่ชุมนุมชน ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับการแสวงหาความบันเทิงแบบใกล้ตัวจะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้น ตั้งแต่ธุรกิจด้านสถานีโทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี รวมถึงการขยายตัวของอุปกรณ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ เช่น โฮมเธียเตอร์ เครื่องเล่นเกมส์ อุปกรณ์ดีวีดี และอุปกรณ์พกพาแบบไร้สายอย่างโทรศัพท์มือถือ ตัวเลขจากบทวิจัยของบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า จะมีปริมาณการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีหัวข้อใหม่ในการพูดคุยเกี่ยวกับโรคหวัดมรณะ และเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้ติดเชื้อ โดยใช้การสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คาดว่าปริมาณการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ ๑๕-๒๐ จากช่วงเวลาปกติ ซึ่งหากผู้ให้บริการพัฒนาบริการเสริมให้เกิดความต่อเนื่อง ทั้งบริการด้านความบันเทิง และธุรกิจ รวมถึงการสื่อสารข้อมูล ก็จะเป็นทางเลือกในการสื่อสารแบบไม่จำกัดสถานที่และเป็นโอกาสอันหนึ่งของธุรกิจไร้สาย บริการอีกประเภทที่น่าจะได้รับอานิสงค์จากซาร์สคือ บริการอินเทอร์เน็ต คาดว่าจะมีปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๑๐ โดยการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มจากมาจากการติดตามข่าวการแพร่กระจายของโรคในต่างประเทศ และการติดต่อสื่อสารกันทางอีเมล เชื่อว่าการขยายตัวยังคงเป็นผลระยะสั้น เนื่องจากมีสื่อสารมวลชนอีกหลายประเภทที่ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้ อย่างไรก็ดีอินเทอร์เน็ตถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ สามารถติดตามข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้จากอัตราการเติบโตของยอดขายแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต ที่มีการขยายตัวมากในช่วงสงครามอีรัก ซึ่งถือว่าไกลตัวผู้ใช้บริการมากกว่าโรคภัยไข้เจ็บ ยังสามารถดันยอดการเติบโตได้ถึงร้อยละ ๑๕ จึงไม่ต้องส่งสัยว่า ซาร์สจะทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตขยายตัวได้อย่างไร ธุรกิจกิจด้านการสื่อสารที่จะขยายตัวชัดเจนคง ได้แก่ บริการประชุมทางไกลในกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องติดต่อธุรกิจกับต่างประเทศ หันมาสนใจในบริการประชุมทางไกลมายิ่งขึ้น หลังจากที่ผ่านมาเริ่มมีบริการดังกล่าวในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแต่จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคหวัดในครั้งนี้ ทำให้บริการดังกล่าวได้รับความสนใจมากขึ้น
                ทั้งนี้ เนื่องจากทำให้นักธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศ ที่มีการระบาดของโรค เช่น จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่มีการเชื่อมต่อของธุรกิจกับไทยสูง และบริการดังกล่าว ยังช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ติดขัดจากการสอบถามไปยังบริษัทไอซีทีข้ามชาติหลายรายพบว่า วิธีการสื่อสารด้วยการประชุมทางไกลถูกใช้บ่อยขึ้น แม้แต่การเปิดตัวสินค้าที่อาจต้องมีแถลงการณ์ของบริษัทแม่ก็อาจนำรูปแบบการแถลงทางไกลมาใช้ เนื่องจากเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางมาในภูมิภาคนี้
                แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีความเสี่ยงของโรคนี้ แต่นักธุรกิจหลายคนก็อยากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเอาไว้ก่อน เนื่องจากการเดินทางด้วยเครื่องบินต้องแวะในประเทศ ที่อาจมีความเสี่ยงของการแพร่ระบาด สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตไม่ว่า จะเป็นฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากซาร์สอย่างแน่นอน ธุรกิจที่น่าเป็นห่วงหนักสำหรับอุตสาหกรรมไอซีที คือ การโรดโชว์และงานแสดงเทคโนโลยีหลายงานที่จัดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ใกล้กับประเทศที่มีความเสี่ยง ทำให้คาดว่า ปริมาณผู้ร่วมงานและผู้เข้าชมงานจะลดลงมากกว่าร้อยละ ๕๐ โดยสรุปธุรกิจไอซีที ได้รับผลกระทบจากซาร์สทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย ทางอออกที่ดี่สุดคือ การเตรียมความพร้อมที่จะต้องปรับตัวได้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็อาจจะมีผลกระทบได้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจ ซาร์สยังไม่มีผลกระทบกับราคาฮาร์แวร์ หรือซอฟต์แวร์อย่างแน่นอน แต่จะมีผลกระทบโดยตรงกับภาพลักษณ์ของธุรกิจไอซีที รวมถึงธุรกิจบริการบ้างด้านที่จะได้รับทั้งผลดีและผลเสียจากโรคร้ายนี้

(เรียบเรียงจาก http://www.mcot.or.th/it/news.php?id=31160 )
TOP  
 นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
ไวร์เลส บรอดแบนด์ โอกาสใหม่ทางธุรกิจ-โอกาสเข้าถึงข้อมูล
                การเพิ่มจำนวนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการเพิ่มชั่วโมง ในการออนไลน์ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี กำลังเป็นปัจจัยทางการตลาดที่สำคัญ ซึ่งกระตุ้นการแข่งขัน ของบริการ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขมูลค่าการลงทุน และระยะเวลา ติดตั้ง เครือข่าย รวมถึงต้นทุนในการกระจายบริการสู่ผู้บริโภคปลายทาง ทำให้เจ้าของ เทคโนโลยี บางราย มองถึงการนำ "เครือข่ายความเร็วสูงไร้สาย" เข้ามาเป็นคำตอบ สำหรับอุปสรรค ดังกล่าว จากรายงานของทีเอสเอ เอเชีย แปซิฟิก ประมาณการไว้ว่า ยอดผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ระหว่างปี 2544-2548 จะเติบโตขึ้น 2.7 เท่า ขณะเดียวกัน ตลาดกลุ่มนี้ ก็จะใช้เวลาท่องโลกออนไลน์มากกว่าผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต แบบไดอัล อัพ 4 เท่า
                ขณะที่ มูลค่าตลาดของบริการบรอดแบนด์ จะเติบโตถึงหลักหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งลูกค้า ทั่วไป (คอนซูเมอร์), การต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ต, ตลาดองค์กร, ลูกค้า ในกลุ่มผู้ให้บริการ (โฮลเซล), การจำหน่ายอุปกรณ์ต่อเชื่อม (รีเทล) และโครงการภาครัฐ ล่าสุด บริษัท โมโตโรล่า หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารรายใหญ่ของโลก ก็ตัดสินใจก้าวเข้ามาร่วมชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้อย่างจริงจัง ผ่านแพลทฟอร์ม บริการสื่อสารความเร็วสูงไร้สาย ในเทคโนโลยีล่าสุด ภายใต้ชื่อ "คาโนปี้ (Canopy)" ซึ่งนับเป็นการผสานประสบการณ์ 75 ปีของจุดแข็งในธุรกิจสื่อสารผ่านคลื่นความถี่วิทยุ (RF : Radio Frequency) เข้ากับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สาย "คาโนปี้" เป็นอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูงไร้สาย ที่ออกแบบเป็นกล่องรับส่งสัญญาณ และกล่องกระจายสัญญาณขนาดเล็ก ทำงานในช่วงความถี่ 5.2-5.7 กิกะเฮิรตซ์ มีรัศมีครอบคลุมสัญญาณประมาณ 16 กิโลเมตร และสามารถต่อเชื่อมสัญญาณโดยติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มในจุดต่อเชื่อม โดยไม่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร โดยบริษัทวางจุดเด่นของคาโนปี้ ไว้ที่ความรวดเร็วในการติดตั้ง, เคลื่อนย้ายได้เร็ว, ไม่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายใดรองรับ ดูแลรักษาง่าย และใช้งบประมาณในการลงทุนต่ำ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเดินสายเคเบิล หรือใยแก้วนำแสง เพื่อเป็นสื่อในการกระจายบริการไปยังผู้บริโภค มุ่งลูกค้าเป้าหมาย ทั้งรัฐ-เอกชน
                นายเดวิด แวนดายล์ ผู้อำนวยการฝ่ายการให้บริการองค์กร เอเชียแปซิฟิก บริษัท โมโตโรล่า อิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า นอกเหนือจากการลดต้นทุนในการนำเสนอบริการไปยังลูกค้าปลายทางแล้ว เทคโนโลยีนี้ ยังสามารถตอบรับกับนโยบาย "อี-กอฟเวิร์นเม้นท์" ของรัฐบาลในหลายประเทศ ที่กำลังให้ความสำคัญกับการกระจายโอกาสเข้าถึงข้อมูล ให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (ดิจิทัล ดีไวด์) ภายใต้เวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาเดินข่ายสาย โดยก่อนหน้านี้ บริษัทเข้าเป็น 1 ใน 3 บริษัทที่ได้รับเลือกให้ร่วมทดลองให้บริการ สำหรับโครงการด้านดิจิทัล ดีไวด์ ของประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ ในส่วนของการทำตลาดเชิงพาณิชย์นั้น ปัจจุบันมีลูกค้าแล้วในเม็กซิโก และบางประเทศในอเมริกาใต้ รวมถึงเตรียมติดตั้งเพื่อให้บริการกับลูกค้ารายหนึ่งในเอเชียเร็วๆ นี้ "โอกาสทางการตลาดสำหรับบริการความเร็วสูงไร้สาย ยังครอบคลุมถึงผู้ให้บริการรายใหม่ๆ ที่ต้องการความรวดเร็วในการให้บริการ ตลอดจนผู้ให้บริการสื่อสารที่กำลังทำธุรกิจอยู่ และองค์กรที่มีสาขากระจายอยู่หลายพื้นที่ เพราะช่วยลดต้นทุนในการให้บริการ" ด้านนายชวพล จริยาวิโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจโซลูชั่นโทรคมนาคม บริษัท โมโตโรล่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยนั้น ช่วงแรกคงมุ่งเน้นไปที่ผู้เล่นรายหลักๆ ในตลาดให้บริการสื่อสาร ได้แก่ ผู้ที่เป็นเจ้าของโครงข่ายสื่อสารอยู่แล้ว, ไอเอสพี รวมถึงตลาดภาครัฐ
เปรียบเทียบต้นทุนเทคโนโลยีอื่น
                ทั้งนี้ นายแวนดายล์ กล่าวด้วยว่า แม้กลุ่มตลาดเป้าหมายในประเทศไทย ปัจจุบันมีบางรายที่เป็นกลุ่มบริษัท ซึ่งมีฐานธุรกิจทั้งเครือข่ายสื่อสารแบบมีสาย, ไร้สาย และให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) เองด้วย แต่ก็ยังเป็นตลาดที่คาโนปี้มี "โอกาส" เนื่องจากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยทั่วไปที่ให้บริการผ่านเครือข่ายดีเอสแอล หรือเอดีเอสแอลนั้นก็ยังมีต้นทุนในการเดินสายไปยังลูกค้าที่อยู่ห่างไกลจากชุมสายโทรศัพท์ โดยผู้ให้บริการสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อขยายบริการให้กับลูกค้าในพื้นที่ห่างไกลดังกล่าว ด้วยต้นทุน และเวลาในการติดตั้งข่ายสายที่ลดลง รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว เพราะไม่ต้องเสียค่าบำรุงรักษาต่อเนื่อง "เรามองว่าเทคโนโลยีนี้ จะตอบสนองเป้าหมายของลูกค้าได้ โดยต้นทุนและระยะเวลาที่ลดลงในการนำเสนอบริการกับลูกค้านั้น จะช่วยให้เขามีโอกาสมากขึ้นในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงโอกาสสร้างรายได้ด้วย" นายแวนดายล์ กล่าว พร้อมกันนี้ เขาได้เปรียบเทียบการลงทุนของบริการบรอดแบนด์ ผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสงว่า อยู่ในระดับ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่ออาคาร และ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อหลังคาเรือน นายชวพล กล่าวว่า เขามั่นใจว่าการประกาศตัวเข้าสู่ตลาดของคาโนปี้ครั้งนี้ ไม่ได้สายเกินไป แม้ในประเทศไทยจะมีผู้เริ่มเปิดบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปก่อนแล้ว รวมถึงการทำบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม
                เนื่องจากเทคโนโลยีดาวเทียม ยังมีข้อจำกัดทางการตลาด ในแง่ของต้นทุนค่าใช้บริการ เพราะอุปกรณ์มีราคาสูง นอกจากนี้ ยังมีช่วงดีเลย์ของการรับ-ส่งสัญญาณกับภาคพื้นดิน รวมถึงปัญหาการรบกวนของสัญญาณในเวลาที่มีฝนตกหนัก
รอรัฐไฟเขียว "คลื่นความถี่"
                นายชวพล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านการตลาดของการใช้งานเทคโนโลยีนี้ก็คือ "คลื่นความถี่" ซึ่งในแต่ละประเทศก็กำหนดนโยบาย ไว้แตกต่างกัน ทำให้บริษัทต้องใช้กลยุทธ์การเข้าไปเจรจาเป็นกรณีๆ ไปในทุกประเทศที่เข้าไปนำเสนอเทคโนโลยีนี้ เพื่อปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับช่วงความถี่ ที่แต่ละประเทศอนุมัติให้ใช้งาน ปัจจุบันเทคโนโลยีของคาโนปี้ ทำงานในช่วงความถี่ประมาณ 5.2 และ 5.7 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งในสหรัฐอเมริกา กำหนดให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ต้องขออนุญาตใช้งาน ขณะที่ ในการนำไปให้บริการที่ประเทศญี่ปุ่น ในลักษณะของการทดลองใช้งานจริง (Trial) นั้น บริษัทได้ปรับให้ลงมาทำงานกับช่วงความถี่ย่าน 4.9 กิกะเฮิรตซ์ ที่รัฐบาลญี่ปุ่น อนุมัติให้เป็นช่วงความถี่สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง สำหรับในประเทศไทยนั้น โมโตโรล่า ก็อยู่ในขั้นตอนเจรจากับกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับการอนุมัติความถี่ ในระหว่างที่ยังจัดตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยังไม่แล้วเสร็จ
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

(เรียบเรียงจาก http://www.thaitelecom.com/article.php?ID=00000904&Keyword= )
TOP  
 พูดจาภาษาธุรกิจ
สาระน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า
        เครื่องหมายการค้า (Trademark) หรือที่คนทั่วไปมักจะเรียกว่า"ยี่ห้อ" คือ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ หรือตรา ซึ่งอาจเป็นภาพ คำ ชื่อ หรือตัวอักษรที่ใช้กำกับสินค้าหรือบริการ เพื่อทำให้คนทั่วไปสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้านั้นมีความแตกต่างจากสินค้าของผู้อื่น ส่วนเครื่องหมายประเภทอื่นที่มีความหมายในลักษณะเดียวกัน ได้แก่
        เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้กับธุรกิจบริการ เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม
        เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายใช้รับรองคุณภาพสินค้าหรือบริการของผู้อื่นเช่น เครื่องหมายเซลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ
        เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าหรือบริการที่ผลิตจากกลุ่มบริษัทหรือบริษัทในเครือเดียวกัน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
        ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิที่จะนำเครื่องหมายการค้าไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จำเป็นจะต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่ผลดีของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คือ ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งบัญญัติให้ผู้ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ และหากเกิดกรณีที่ผู้อื่นละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น เช่น ลอกเลียนแบบ หรือนำไปจดทะเบียนซ้ำ เจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิที่จะฟ้องร้องขอให้เพิกถอนการใช้เครื่องหมายการค้าที่มีการลอกเลียนแบบดังกล่าวหรือฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ในขณะที่เครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากมีการละเมิดเครื่องหมายการค้าเกิดขึ้น
        พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าได้กำหนดลักษณะของเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรองและเครื่องหมายร่วมที่สามารถขอจดทะเบียนได้ดังต่อไปนี้
                1. จะต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ ที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ซื้อสินค้าทราบและเข้าใจว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น
                2. จะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น เครื่องหมายราชการ ธงชาติ พระบรมฉายาลักษณ์
                3. จะต้องไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายของบุคคลอื่น เพราะอาจทำให้สาธารณชนสับสนในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้าโดยพิจารณาจากตัวอักษร คำอ่าน รูปหรือภาพและการประดิษฐ์ของเครื่องหมาย เป็นต้น
        กฎหมายจะให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วเป็นเวลา 10 ปี นับจากวันที่จดทะเบียน หากครบ กำหนดก็สามารถขอต่ออายุได้ครั้งละ 10 ปี
ที่มา : ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, "สาระน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า"

TOP  
 เรื่องของ SMEs
สงครามตราสินค้า
                ท่ามกลางฝุ่นควันสงครามทั้งในอัฟกานิสถาน อิรัก และการก่อการร้ายที่รุนแรงมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกทำให้เราอาจหลงลืมไปแล้วว่าในบ้านเราเองก็มีอีกสงครามหนึ่งที่กำลังระเบิดอยู่อย่างรุนแรงไม่แพ้กันใกล้ๆเตียงนอน ใกล้ๆ ห้องรับแขกของเรานี่เอง นั่นคือสงครามเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิคส์ที่พลิกโฉมไปสู่ความเป็น Digital Home Appliance และเดินพาเหรดเข้าสู่บ้านเราสารพัดยี่ห้อโดยไม่เกี่ยงสัญชาติทั้งยี่ห้อของญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฯลฯสงครามระหว่างตราสินค้าที่ระเบิดให้เราเห็นผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นักการตลาดจึงต้องคิดถึงช่องว่างทางการตลาดอยู่เสมอ และค้นหาตัวเองให้พบ เพื่อปฏิวัติตัวเองไปสู่สิ่งใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นความคุ้นเคยของเราต่อทีวีเครื่องเก่าที่มีรูปทรงเหลี่ยมๆ หนาๆ มานาน เพราะเห็นว่ามีคุณภาพดีมากแล้วเมื่อเทียบกับทีวีขาวดำในอดีตแต่ทีวีจอแบนก็ก่อให้เกิดมิติใหม่ที่ตรงกับใจของเรา แม้ว่าจะมีเครื่องเดิมอยู่ที่บ้านแล้วความต้องการที่เกิดขึ้นจึงโน้มน้าวให้เราต้องซื้อเครื่องใหม่เพิ่มเติม ซึ่งปรากฏการณ์ที่เห็นก็เป็นเช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องเล่นเกม ฯลฯ หรือแม้แต่อุปกรณ์ Teleconference ที่เคยใช้กันเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ก็เข้ามาสู่ประตูบ้านคนธรรมดาๆได้เนื่องจากราคาถูกลงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นมากบทบาทของนักการตลาดจึงถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่สินค้าที่ใช้งานยากเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะเห็นได้ว่าเปลี่ยนจุดขายไปสู่ความทันสมัย ดีไซน์ การใช้งานง่าย จนชนะใจลูกค้าเข้าไปอยู่ในห้องรับแขกของแต่ละบ้านได้สำเร็จ ช่องว่างทางการตลาด จึงไม่มีทาง “ตัน” เป็นอันขาด และนักการตลาดจะต้องเป็นผู้ที่เล็งเห็นข้อจำกัดที่เคยมีให้เป็นโอกาสทางการตลาดให้ได้สำเร็จ เช่นข้อจำกัดในการมองเห็นของเราในอดีตที่ก่อให้เกิดกล้องวิดีโอบันทึกภาพและเรื่องราวต่างๆให้เราดู แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ในเรื่องการส่งต่อให้ผู้อื่นดูด้วย จึงทำให้เครือข่ายสื่อสารและโทรศัพท์สมัยใหม่ที่ส่งได้ทั้งภาพและเสียง ทำให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนภาพที่ตัวเองเห็นกับคนอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไปได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่เพียงนักการตลาดเท่านั้น แต่การจับใจลูกค้ายังคงเป็นบทหนักของนักค้นคว้า นักพัฒนา ที่ต้องคิดอยู่เสมอว่า What’s next? เทคโนโลยีไหนถึงจะถูกใจลูกค้า เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เราเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเดาผิด สาเหตุสำคัญของความผิดพลาดก็คือเรามักจะใช้มุมมองของตัวเองเป็นเครื่องตัดสิน แทนที่จะเป็นความต้องการของลูกค้า เช่นวิศวกรที่มักจะตั้งใจผลิตสินค้าที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ประสิทธิภาพสูง หากเป็นโทรศัพท์มือถือก็ต้องเล็ก มีลูกเล่นมากมาย ในขณะที่ความต้องการของลูกค้าคือสีสัน รูปทรง ผู้ที่ประสบความสำเร็จจึงไม่จำเป็นต้องพัฒนารุ่นที่เล็กที่สุด เบาที่สุด แต่มีสีสัน นำแฟชั่น นั่นก็เพียงพอที่จะเจาะใจลูกค้าส่วนใหญ่ได้แล้ว การจับใจลูกค้า ก็คือการเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เขาต้องการ เช่นโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปได้ ก็เพื่อตอบสนองความต้องการสื่อสารที่ฉับไว ทันใจของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการสื่อให้พ่อแม่ เพื่อนสนิท ได้เห็นสิ่งที่เขาทำ เป็นการแชร์ความสำเร็จ ประสบการณ์ที่อยากให้โลกได้รับรู้แหล่งข้อมูล
หนังสือพิมพ์บิสิเนสไทย

TOP  
 ของฝากจากฝ่ายระบบ
เผยโฉมเครื่องโทรสารถ่ายภาพได้
                บริษัท ชาร์ป ผู้ผลิตอุปรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของญี่ปุ่น เผยโฉมเครื่องโทรสารพร้อมกล้องบันทึกภาพเครื่องแรกของโลก หลังจากที่โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมกล้องถ่ายภาพกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน
                เครื่องโทรสารถ่ายภาพได้ของชาร์ปดังกล่าว ซึ่งมีชื่อว่า "fabby" เริ่มวางจำหน่ายตามร้านค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำในญี่ปุ่นแล้ว ด้วยราคาประมาณ ๕๘,๐๐๐ เยน (ประมาณ ๒๐,๒๘๖ บาท) โดยผู้ใช้งานนอกจากจะสามารถใช้งานรับส่งโทรสารตามปกติแล้ว ยังสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพ เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต จัดพิมพ์เอกสารและสนทนาทางโทรศัพท์ได้
                อุปกรณ์กล้องถ่ายภาพดิจิตอลขนาดความละเอียด ๓.๑ ล้านพิกเซล ยังสามารถถอดออกจากตัวเครื่องโทรสารได้ เพื่อนำออกไปใช้งานเป็นกล้องถ่ายภาพแบบปกติได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถตั้งโปรแกรมให้เครื่องโทรสาร ถ่ายภาพสภาพแวดล้อมภายในบ้านเองได้ ในกรณีที่ผู้ใช้งานไม่อยู่บ้านเป็นเวลานานและยังสามารถส่งภาพที่ถ่ายได้ผ่านไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ใช้ได้อีกด้วย
                บริษัท ชาร์ป คาดหวังว่าจะสามารถจำหน่ายเครื่องโทรสารถ่ายภาพได้ดังกล่าว เป็นจำนวนประมาณ ๒๐,๐๐๐ หน่วยต่อเดือน และอีก ๑๐,๐๐๐ หน่วยสำหรับรุ่นที่ใช้งานกับโทรศัพท์ไร้สาย.- ๖๐๑

(เรียบเรียงจาก http://www.mcot.or.th/it/news.php?id=40860 )
TOP  
 พักสมองสักนิด กับ TRADE POINT
ผู้ชายที่แสนดี!!!!!!
        มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากที่ทำงานซึ่งเค้าเพิ่งจะเลิกงาน ได้เหลือบเห็นขอทานผู้หนึ่งนั่งขอเศษเงิน เพื่อนำไปซื้ออะไรประทังชีวิตไปวันๆ ชายหนุ่มคนนั้นจึงเดินเข้าไปหาขอทานคนนั้นแล้วถามว่า
" เอ้า สูบบุหรี่ไม๊ พี่ซื้อให้สูบ" พร้อมกับยื่นซองบุหรี่ให้
" ไม่ละคับ ผมขอแค่ 20 บาทคับ เพื่อจะไปซื้อข้าวกินครับ " ขอทานกล่าว
" งั้น ไปกินเหล้าไม๊ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง ไปกินด้วยกัน " ชายดังกล่าวถามอีก " ไม่ละคับ ผมขอแค่ 20 บาทเท่านั้นครับ " ขอทานยังยืนยันคำเดิม " งั้น เดี๋ยวพี่จะไปเที่ยวอาบ อบ นวด ไปด้วยกันมั๊ย ผมจ่ายให้เอง" ชายดังกล่าวถามอีก " ไม่ละครับ ผมขอแค่ 20 บาทพอครับ" ขอทานยังยืนยันกับคำพูดตนเอง
ชายคนนั้นเห็นเช่นนั้นก็พูดกับขอทานว่า " งั้น พี่ขอให้ไปบ้านพี่แป๊บได้ไม๊ " ชายดังกล่าวถาม " ไปทำไมละครับ " ขอทานถามด้วยความงง " ก็เอาไปให้เมียที่บ้านดูว่า ไอ้ผู้ชายที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวผู้หญิง มันมีสภาพเป็นยังไง" ชายดังกล่าวตอบ??????????

TOP  
ส่งคำแนะนำและคำถามที่ท่านต้องการสอบถามได้ที่
member@tradepointthailand.com
Developed by Chiangmai Trade Point
TRADE POINT THAILAND services and products are developed by Chiangmai Trade Point, Thailand.
Copyright 2001-2003. All rights reserved.