ปีที่ 2 ฉบับที่  99 เดือนมิถุนายน  2546 
 
        "โอกาสเพียงเล็กน้อยในวันนี้ จะสร้างกิจการใหญ่ในวันหน้า จงค้นหาช่องว่างแห่งโอกาส แล้วเติมให้มันเต็ม" กฎเหล็กสู่ความสำเร็จ สวัสดีค่ะท่านผู้ประกอบการ ฉบับนี้เรามาทักทายกันด้วยคำคมทางธุรกิจ ซึ่งทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้ในธุรกิจของท่านได้ สำหรับวารสารเทรดพอยท์สัปดาห์นี้ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับ การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต่อจากเมื่อฉบับที่แล้ว มานำเสนอให้ผู้ประกอบการทุกท่านได้อ่านกันต่อ ส่วนวันนี้จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องอะไรกันบ้างนั้น โปรดติดตามได้เลยคะ
 
  ข่าวจากองค์กร
    รู้รอบ E-Commerce
    ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
    นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
    พูดจาภาษาธุรกิจ
    เรื่องของ SMEs
    ของฝากจากฝ่ายระบบ
    พักสมองสักนิด กับ TRADE POINT
 ข่าวจากองค์กร
โปรโมทสินค้าในตลาดโลก ฟรี! สำหรับ SMEs
          เชียงใหม่เทรดพอยท์เป็นเครือข่ายเทรดพอยท์ในประเทศไทยที่ก่อตั้ง ขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวก และพัฒนาศักยภาพการค้าและการส่งออกแก่ผู้ประกอบการไทย โดยดำเนินงานร่วมกับเทรดพอยท์โปรแกรมขององค์การสหประชาชาติ UNCTAD และสมาพันธ์เทรดพอยท์โลกในการนำ "E-Commerce" มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพทางการค้าและการส่งออก
          ผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทยสามารถรับบริการต่างๆ จากเชียงใหม่เทรดพอยท์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ บริการโปรโมทสินค้าใน E-marketplace ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกทุกสัปดาห์, บริการจัดทำเว็บไซต์และแคตตาล็อกสินค้าออนไลน์, บริการจัดหาข้อมูลโอกาสการค้าหรือผู้นำเข้า (Global Trade Opportunities) ที่ตรงกับประเภทสินค้าของสมาชิกส่งให้ทางอีเมล์ทุกสัปดาห์, บริการลงทะเบียนเว็บไซต์ใน Search Engine ชั้นนำกว่า 20 แห่ง, ได้รับการโปรโมทกิจการและสินค้าใน Exporter Directory ของ www.tradepointthailand.com และ เครือข่ายเทรดพอยท์โลก (Global Trade Point Network) ที่มีอยู่กว่า 120 แห่งใน 80 ประเทศ เป็นต้น
          ผู้ประกอบการที่ต้องการรับบริการจากองค์กร สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับบริการและขั้นตอนการสมัครเป็นสมาชิกได้ที่ http://www.tradepointthailand.com/registration/index.html และส่งใบสมัครพร้อมกับหลักฐานการสมัคร รวมถึงข้อมูลที่ใช้ในการทำเว็บไซต์ มาที่ เชียงใหม่เทรดพอยท์ เลขที่ 21 ชั้น 10 กาดสวนแก้ว ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ info@tradepointthailand.com หรือ cmtp@tradepointthailand.com หมายเลขโทรศัพท์ 0 5389 4505, 0 5322 4497 และ 0 5322 4444 ต่อ 13021 ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 น. - 17.30 น.
TOP  
รู้รอบ E-Commerce
การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (2)
วัตถุประสงค์
1. เพื่อจัดทำระเบียนบุคคลที่ทำการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
2. เพื่อทราบสถิติข้อมูลและหลักฐานของบุคคลที่ทำการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีสถาน ประกอบการตั้งอยู่ใน ประเทศไทย
3. เพื่อสร้างความมั่นใจในการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้บริโภค (รู้ว่าผู้ประกอบการได้ขึ้นทะเบียนกับ กรมแล้ว)
4. เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกอบการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบ การอีกทางหนึ่ง)
5. เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค

นโยบาย

          กำหนดให้บุคคลที่ทำการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรม โดยอาศัย อำนาจตามพระราชบัญญัติ ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 ได้แก่
- บุคคลธรรมดา (เจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน คณะบุคคล)
- นิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด)
แนวทางในการดำเนินการ
          1. กำหนดให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลที่มี สถานประกอบการตั้งอยู่ใน ประเทศไทยต้องมาขึ้นทะเบียน โดยอาศัยอำนาจตามพระราช บัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 เพื่อทราบ สถิติข้อมูลและหลักฐานของผู้ประกอบการ
          2. จัดทำข้อมูลทางทะเบียน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ และทราบสถานะของผู้ประกอบ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
          3. ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจำแนกประเภทธุรกิจ ที่ผู้ประกอบการดำเนินการอยู่ และนำไปเป็นแนวทางและกลยุทธ์ใน การส่งเสริมพัฒนา การประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

การบังคับใช้กฎหมาย (ผลบังคับใช้)

          ปัจจุบันผู้ประกอบการพาณิชยกิจบุคคลธรรมดาเท่านั้น ที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ส่วนผู้ประกอบพาณิชยกิจที่เป็นนิติบุคคล ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ เว้นแต่นิติบุคคล 2 ประเภทที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ คือ ผู้ประกอบการขายหรือใช้เช่าเทป ซีดี และขายอัญมณี
ดังนั้น การที่จะกำหนดให้บุคคลที่ทำการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรมฯ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 นั้นจึงจำเป็นต้องออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 3 ฉบับ คือ
          (1) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ยกเลิกการกำหนดให้พาณิชยกิจบางประเภทที่ไม่อยู่ภาย ใต้บังคับของ กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2546 เพื่อยกเลิกข้อยกเว้นเดิม (ที่เคยยกเว้นให้นิติบุคคลไม่ต้องจดทะเบียน)
          (2) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องจดทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
          (3) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การตั้งสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ แต่งตั้งนายทะเบียนพาณิชย์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียน และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการรับจดทะเบียน โดยรวมไว้ในฉบับเดียวกัน เพื่อสะดวกในการใช้บังคับ
หมายเหตุ
          ประกาศกระทรวงฯ ทั้ง 3 ฉบับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2546 ส่งพิมพ์ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 120 ตอนพิเศษ 33 ง ลงวันที่ 18 มีนาคม 2546 และจะมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป

ประโยชน์ที่ได้รับการจดทะเบียน

          1. สร้างความมั่นใจในการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้บริโภค (รู้ว่าผู้ประกอบการได้ขึ้นทะเบียน กับกรมแล้ว)
          2. สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกอบการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เป็นการประชา- สัมพันธ ์ให้กับผู้ประกอบการ อีกทางหนึ่ง)
          3. เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค
          4. การได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น
                    4.1 การได้รับสิทธิพิเศษด้านการตลาด เช่น E-marketplace
                    4.2 การได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การจัดหัวข้อการอบรมสัมมนาที่กลุ่มผู้ประกอบการ
ต้องการ การให้คำปรึกษาต่าง ๆ การเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล
                    4.3 การได้รับการส่งเสริมในการขอใช้เครื่องหมาย Trust mark

บทลงโทษกรณีไม่ยื่นจดทะเบียน

          ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ยื่นจดทะเบียนตามที่กรมฯ กำหนดจะมีโทษตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 มาตรา 19 คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งร้อยบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
TOP  
ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
แนะนำ Verified by VISA ตอนจบ
หลักการทำงาน
          กล่าวโดยสรุปแล้วบริการ Verified by VISA นั้นถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมของการทำธุรกรรมบนเน็ตให้มีความปลอดภัยที่สูงขึ้น และสามารถป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในฝั่งเจ้าของร้านค้าออนไลน์กับเจ้าของผู้ถือบัตรเครดิต ดังนั้นเพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพ หลักการทำงานอย่างง่ายๆ เราขอนำรูปแบบการทำงานของบริการนี้โดยธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) มาอธิบายประกอบบทความ ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
          - ผู้ถือบัตรเครดิตเอเชียวีซ่าทุกประเภท สามารถเข้าไปสมัครเพื่อขอใช้บริการผ่านเว็บไซต์ Bankasia4u.com (http://www.bankasia4u.com) เลือกไปที่หัวข้อ "Verified by VISA"
          - จะมีการถามข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิต เช่น หมายเลขบัตร (ตัวเลข 16 หลัก) หมายเลขพิเศษประจำบัตร (ตัวเลข 3 หลักซึ่งอยู่ด้านหลังบัตรด้านขวามือ ใต้แถบแม่เหล็ก) ชื่อบนหน้าบัตร วันหมดอายุ หมายเลขบัตรประชาชน และวันเดือนปีเกิด
          - หลังจากนั้นระบบจะประมวลผลข้อมูลต่างๆ หากตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลดังกล่าวถูกต้อง ก็จะให้กำหนดรหัสผ่านเพื่อทำธุรกรรมบนเน็ต (Password) ตัวช่วยจำรหัสผ่านเพื่อทำธุรกรรมบนเน็ต (Password Hint) ข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Assurance Message หรือ PAM) และอีเมล์ เพื่อใช้แจ้งสิทธิประโยชน์และข่าวสารต่างๆ
          - เวลาที่ท่านไปซื้อสินค้าหรือบริการบนเน็ต โปรดสังเกตว่ามีโลโก้ Verified by VISA แสดงบนหน้าร้านค้าหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าร้านค้านั้นสนับสนุนบริการนี้
          - การเลือกซื้อสินค้าหรือบริการก็ยังคงเป็นแบบปกติ (Shopping Cart) จนกระทั่งมาถึงขั้นตอนการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต โดยหลังจากที่ลูกค้าใส่หมายเลขบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว ระบบจะส่งข้อมูลกลับไปยังธนาคารเอเชีย ในฐานะผู้ออกบัตรเครดิต เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
          - หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างใหม่ปรากฏขึ้น เพื่อยืนยันข้อมูลต่างๆ อีกครั้ง เช่น ชื่อร้านค้า จำนวนเงินที่สั่งซื้อ หมายเลขบัตรเครดิต (4 หลักสุดท้าย) ข้อความยืนยันส่วนตัว และจะมีช่องให้เจ้าของบัตรเครดิตใส่รหัสผ่านบัตร เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของที่แท้จริง (ข้อสังเกตคือ หากข้อความยืนยันส่วนตัวที่แสดงไม่ตรงกับข้อความที่ท่านเคยกำหนดไว้ ควรยกเลิกการทำรายการโดยทันที)
          - หากข้อมูลทุกอย่างถูกต้อง จะปรากฏข้อความยืนยันการซื้อขายสินค้าหรือบริการบนหน้าจอ
อนาคต
          เท่าที่ได้ทดสอบและใช้บริการ "Verified by VISA" ดูแล้ว ค่อนข้างมั่นใจว่าบริการนี้จะช่วยให้ปริมาณการทำธุรกรรมด้าน B2C (Business to Consumer) เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปค้นหาได้ที่ http://www.visa.com หรือ http://www.visa-asia.com
TOP  
นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
Fairtrade Label
           Fairtrade Label หรือฉลากสินค้าที่เป็นธรรม เป็นรูปแบบหนึ่งของเครื่องหมายการค้า (Trademark) ที่ใช้อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตหรือเกษตรกรรายเล็กๆ ในประเทศกำลังพัฒนา (Third World Producers) ซึ่งไม่มีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกมีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัว และมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น Fairtrade Label เป็นเครื่องหมายที่ช่วยยืนยันให้ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสินค้ามั่นใจว่าสินค้านั้นเป็นผลผลิตจากการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) ต่อผู้ผลิตในประเทศกำลังพัฒนา อาทิ มีการกำหนดระดับราคาที่เหมาะสม (Fair Price) ไม่กดขี่แรงงาน ไม่ใช้แรงงานเด็ก ตลอดจนสนับสนุนให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดีขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการผลิตสินค้ายังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย
แนวคิดในการใช้ Fairtrade Label เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2532 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยชาวดัทช์เป็นผู้เริ่มนำ Fairtrade Label มาใช้กับสินค้ากาแฟ ภายใต้ชื่อเครื่องหมายการค้า "Max Havelaar" เพื่อแสดงว่ากาแฟนั้นเป็นผลผลิตจากการค้าที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในประเทศกำลังพัฒนา หลังจากนั้นอีกหลายประเทศในยุโรปได้นำแนวคิดและเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาใช้ เช่น ฝรั่งเศสและเบลเยียม ขณะที่บางประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ ฯลฯ นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ ภายใต้ชื่อเครื่องหมายการค้า "Fairtrade Mark" ซึ่งแตกต่างจากเนเธอร์แลนด์
           ด้วยเหตุนี้ ในปี 2540 สหราชอาณาจักรจึงเป็นแกนนำในการจัดตั้ง Fairtrade Labelling Organizations International (FLO) เพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน (Standard) และออกใบรับรอง (Certificate) ให้แก่ผู้ผลิตสินค้าที่เป็นผลผลิตจากการค้าที่เป็นธรรม FLO เป็นหน่วยงานอิสระ (An Independent Worldwide Umbrella Organisation) ที่มีสมาชิกรวม 17 ประเทศ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นต้น โดยสมาชิก FLO แต่ละประเทศมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ออก Fairtrade Label ของตนเองตามมาตรฐานที่ FLO กำหนด แต่เครื่องหมายการค้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการค้าที่เป็นธรรมที่ใช้ในแต่ละประเทศ อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนตุลาคม 2545 ประเทศสมาชิก FLO ได้ร่วมกันออก "A New International Fairtrade Mark" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิก FLO ทุกประเทศเปลี่ยนมาใช้เครื่องหมายการค้ารูปแบบเดียวกัน (Single Logo) ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกมีอิสระที่จะตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้เครื่องหมายการค้าร่วมที่ กำหนดขึ้นนี้เมื่อไรก็ได้ตามความสมัครใจ แต่คาดว่าในอนาคตประเทศสมาชิก FLO จะใช้เครื่องหมายการค้าที่แสดงถึงการค้าที่เป็นธรรมรูปแบบเดียวกันในที่สุด
           ประเภทของสินค้าที่ครอบคลุม ในช่วงแรกการปิดเครื่องหมาย Fairtrade Label ครอบคลุมเฉพาะสินค้าเกษตรกรรม อาทิ กาแฟ ชา โกโก้ น้ำผึ้ง น้ำตาล น้ำส้ม และกล้วย ฯลฯ เนื่องจากผู้ผลิตในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการขยายขอบเขตการปิดเครื่องหมาย Fairtrade Label ให้ครอบคลุมถึงสินค้าอุตสาหกรรมด้วย โดยเริ่มจากสินค้าในหมวดกีฬา เช่น ฟุตบอล ฯลฯ นอกจากนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2546 สหราชอาณาจักรได้ประกาศโครงการนำร่องระยะเวลา 1 ปี (One-year Pilot Project) สำหรับการปิดเครื่องหมาย Fairtrade Mark กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Products) อีกด้วย
           การขอปิดฉลาก Fairtrade Label ผู้ค้า ผู้ส่งออก และผู้นำเข้า ในประเทศใดก็ได้สามารถยื่นขอจดทะเบียนกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ออกใบรับรองให้ใช้เครื่องหมาย Fairtrade Label ในประเทศสมาชิก FLO เพื่อให้ตรวจสอบว่าสินค้าที่ตนซื้อจากผู้ผลิตในประเทศกำลังพัฒนานั้นได้มาตรฐานตามที่ FLO กำหนดหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ FLO จะไปตรวจสอบสินค้าดังกล่าวในประเทศผู้ผลิตโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ถูกผลักภาระไปให้แก่ผู้บริโภคซึ่งยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าแพงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย เช่น Organic Coffee ที่ได้ใบรับรองจาก TransFair (หน่วยงานที่ทำหน้าที่ออกใบรับรองให้ใช้เครื่องหมาย Fairtrade Label ในสหรัฐฯ) มีราคาประมาณ 1.41 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าราคาตลาดราว 15 เซ็นต์ เป็นต้น เพื่อแลกกับการช่วยให้เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยนับตั้งแต่ก่อตั้ง FLO ในปี 2540 ยอดขายสินค้า Fairtrade Label พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2545 ที่ผ่านมา ยอดขายสินค้า Fairtrade Label ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 21.9 จากปีก่อน
           ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2545 FLO ออกใบรับรองให้แก่องค์กรผู้ผลิต (Producer Organizations) จำนวน 274 องค์กรในกว่า 40 ประเทศ ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา ซึ่งองค์กรดังกล่าวมีการจ้างคนงานและเกษตรกรกว่า 800,000 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีผู้ค้า ผู้ส่งออก และผู้นำเข้า จำนวน 236 ราย จาก 56 ประเทศ ที่ได้จดทะเบียน (Register) กับ FLO และ FLO ได้ออกใบอนุญาต (License) ให้ใช้เครื่องหมาย Fairtrade Label กับสินค้าจำนวน 416 ราย ที่วางจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคในประเทศสมาชิกทั้ง 17 ประเทศ
TOP  
พูดจาภาษาธุรกิจ
ตราสารหนี้
          ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างกัน โดยลักษณะของการเป็นตราสารเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนมือได้กล่าวอีกนัยหนึ่งตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่งที่มีความเป็นมาตรฐาน ผู้ออกตราสารเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นผู้ซื้อหรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายมีข้อผูกพันทางกฎหมายที่จะได้รับชำระเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด เช่น ดอกเบี้ย เงินต้น ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ตราสารหนี้มีคุณสมบัติที่สามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆ ที่เท่า ๆ กันโดยได้ผลประโยชน์หรืออัตราผลตอบแทนเท่ากันทุกหน่วย และมีคุณสมบัติที่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้จนกว่าจะหมดอายุของตราสารนั้น
          สำหรับการเรียกชื่อตราสารหนี้ มีความแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยทั่วไปในต่างประเทศใช้คำว่า Bond สำหรับตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน(Secured bond) และใช้คำว่า Debenture สำหรับตราสารหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน(Unsecured bond) สำหรับในประเทศไทยนิยมเรียกตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือองค์กรของรัฐว่า พันธบัตร(Bond) ส่วนตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนจะเรียกว่า หุ้นกู้(Debenture)

(เรียบเรียงจาก www.exim.go.th)
TOP  
เรื่องของ SMEs
เทียนเจลสวยใสหลายสไตล์
          ผลิตภัณฑ์จากเทียนที่มีขายอยู่ในท้องตลาดส่วนใหญ่มักจะเป็น เทียนแท่งหรือไม่ก็เทียนหอมที่ทำเป็นรูปทรงต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยรายหนึ่งจึงได้ผลิตเทียนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "เทียนเจล" ออกมาขาย ใช้ตกแต่งบ้านได้สวยงามแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เทียนเจลของเขามีลักษณะเป็นเจลใสที่มีฟองอากาศในตัว จึงสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลป์ได้หลากหลาย เช่น นำมาใส่แก้วทรงต่างๆ แล้วผสมสีให้คล้ายเบียร์ น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มอัดลมยี่ห้อต่างๆ รวมทั้งสร้างสรรค์เป็นโลกใต้ทะเลโดยเอาหิน กรวด ทราย และเปลือกหอยมาจัดตกแต่งในภาชนะใสที่ต้องการ จากนั้นเติมเทียนเจลที่ผสมสีฟ้าน้ำทะเลลงไปจนเต็มภาชนะ เพียงแค่นี้ก็ได้โลกใต้ทะเลที่สวยงาม และยังมีฟองอากาศเหมือนใต้น้ำจริงๆ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเทียนเจลนั้นนอกจากจะวางขายที่สวนจตุจักรแล้ว ยังมีผู้ค้ารายย่อยรับไปจำหน่ายตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ รวมถึงตลาดต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และมัลดีฟส์ จึงนับได้ว่าเทียนเจลเป็นสินค้าไทยที่มีอนาคตไกลในตลาดโลกทีเดียว และในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ เอ็กซิมแบงก์จะจัดอบรมหลักสูตร "เครื่องมือการชำระเงินในการค้าระหว่างประเทศ" สำหรับผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออก รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานด้านเอกสารการส่งออก ให้ความรู้เรื่องเงื่อนไขการชำระเงินที่ผู้ซื้อต้องการ เงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเสี่ยงแก่ผู้ส่งออก รวมทั้งวิธีการจัดเตรียมเอกสารให้ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยง ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ส่วนพัฒนาบริการธนาคาร โทร. 0 2617 2111 ต่อ 1282-4 ภายในวันที่ 16 กรกฎาคม
TOP  
ของฝากจากฝ่ายระบบ
กำหนดพื้นที่ของ\\\"แคช\\\"เพื่อเพิ่มความเร็วในการเปิดเว็บ

: : : พื้นที่ในการเก็บเว็บเพจ (Internet Temporary Files) หรือที่เรียกกันว่า \"แคช\" เป็นพื้นที่สำหรับเก็บเว็บเพจที่เราเคยเปิดเข้ามาดูแล้ว และช่วยให้การเปิดหน้าเว็บเพจเดิมในครั้งต่อไปมีความเร็วในการเปิดเว็บเพจมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปโหลดจากอินเตอร์เน็ตอีกครั้ง ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับนักท่องเว็บที่ต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล สามารถกำหนดได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

: : : 1. เข้าไปที่หน้าต่าง Internet Options แล้วเลือกที่แท็บ General


: : 2. คลิกที่ปุ่ม Setting... ในกรอบ Temporary Internet files เพื่อกำหนดขนาดของพื้นที่เก็บเว็บเพจ


: : : 3. คลิกเลือกที่หน้าหัวข้อ Automatically
: : : 4. ที่กรอบ Temporary Internet files folder ให้แดรกเมาส์หรือใส่ขนาดของโฟดเดอร์ที่ต้องการ จากหัวข้อ Amount of diskspace to use:
: : : 5. คลิกที่ปุ่ม OK จนกระทั่งออกจากหน้าต่าง Internet Options

          เพียงเท่านี้ท่านก็จะสามารถเข้าเว็บไซต์ที่ท่านต้องเข้าเป็นประจำได้อย่างรวดเร็ว ลองนำไปใช้ดูนะครับ
TOP  
พักสมองสักนิด... กับ TRADE POINT
          มีอยู่วันหนึ่งผมเดินไปซี้อของที่ตลาด ระหว่างทางนั้นก็ได้เห็นไทยมุงอยู่แถวสะพานจำนวนมาก ผมจึงรีบเข้าไปดู ปรากฎว่ามีเด็กตกน้ำร้องขอความช่วยเหลือด้วยความน่าสงสาร แต่ผมแปลกใจมากที่ไม่มีใครลงไปช่วยเด็กคนนั้นเลย พอครู่ใหญ่ผมก็ได้เห็นตาแก่คหนึ่งที่หอบสังขารตัวเองจะไม่ได้อยู่แล้ว ได้กระโดดลงไปช่วยเด็กคนนั้นอย่างเด็ดเดี่ยว ผมรู้สึกประทับใจมาก แล้วตาแก่ก็ได้ช่วยเด็กคนนั้นไว้ทันท่ามกลางเสียงปรบมือของไทยมุงไม่ขาดสาย ผมจึงรีบเข้าไปถามตาแก่ผู้นั้นว่า" คุณตาคิดยังไงถึงโดดลงไปช่วยเด็กครับ" ตาแก่รีตอบอย่างโมโหมากว่า" กูอยากจะรู้นักว่าไอ้หมาตัวไหนมันถีบกูลงไปวะ" !!!!
TOP  
ส่งคำแนะนำและคำถามที่ท่านต้องการสอบถามได้ที่
member@tradepointthailand.com