ปีที่ 2 ฉบับที่  98 เดือนมิถุนายน  2546 
 
        " ธุรกิจขนาดเล็กแม้ไม่ยุ่งยากเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ถ้าต้องการความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ควรมองข้ามเรื่องของการวางแผน หรือการกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ เนื่องจากแผนหรือกลยุทธ์ที่ดีจะทำให้ผู้ประกอบการมีแนวทางในการก้าวเดินอย่างถูกต้อง และแม้ว่าจะเผชิญอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็สามารถฟันผ่าไปได้"
 
  ข่าวจากองค์กร
    รู้รอบ E-Commerce
    ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
    นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
    พูดจาภาษาธุรกิจ
    เรื่องของ SMEs
    ของฝากจากฝ่ายระบบ
    พักสมองสักนิด กับ TRADE POINT
 ข่าวจากองค์กร
โปรโมทสินค้าในตลาดโลก ฟรี! สำหรับ SMEs
          เชียงใหม่เทรดพอยท์เป็นเครือข่ายเทรดพอยท์ในประเทศไทยที่ก่อตั้ง ขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวก และพัฒนาศักยภาพการค้าและการส่งออกแก่ผู้ประกอบการไทย โดยดำเนินงานร่วมกับเทรดพอยท์โปรแกรมขององค์การสหประชาชาติ UNCTAD และสมาพันธ์เทรดพอยท์โลกในการนำ "E-Commerce" มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพทางการค้าและการส่งออก
          ผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทยสามารถรับบริการต่างๆ จากเชียงใหม่เทรดพอยท์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ บริการโปรโมทสินค้าใน E-marketplace ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกทุกสัปดาห์, บริการจัดทำเว็บไซต์และแคตตาล็อกสินค้าออนไลน์, บริการจัดหาข้อมูลโอกาสการค้าหรือผู้นำเข้า (Global Trade Opportunities) ที่ตรงกับประเภทสินค้าของสมาชิกส่งให้ทางอีเมล์ทุกสัปดาห์, บริการลงทะเบียนเว็บไซต์ใน Search Engine ชั้นนำกว่า 20 แห่ง, ได้รับการโปรโมทกิจการและสินค้าใน Exporter Directory ของ www.tradepointthailand.com และ เครือข่ายเทรดพอยท์โลก (Global Trade Point Network) ที่มีอยู่กว่า 120 แห่งใน 80 ประเทศ เป็นต้น
          ผู้ประกอบการที่ต้องการรับบริการจากองค์กร สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับบริการและขั้นตอนการสมัครเป็นสมาชิกได้ที่ http://www.tradepointthailand.com/registration/index.html และส่งใบสมัครพร้อมกับหลักฐานการสมัคร รวมถึงข้อมูลที่ใช้ในการทำเว็บไซต์ มาที่ เชียงใหม่เทรดพอยท์ เลขที่ 21 ชั้น 10 กาดสวนแก้ว ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ info@tradepointthailand.com หรือ cmtp@tradepointthailand.com หมายเลขโทรศัพท์ 0 5389 4505, 0 5322 4497 และ 0 5322 4444 ต่อ 13021 ตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 น. - 17.30 น.
TOP  
รู้รอบ E-Commerce
การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (1)
          ตามที่กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศ กำหนดให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลที่มีสถาน ประกอบการตั้งอยู่ในประเทศไทยต้องยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป นั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการขึ้นทะเบียน จึงขอชี้แจงให้ทราบ ดังนี้
1. ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ คือ
- บุคคลธรรมดา (เจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน คณะบุคคล)
- นิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด)
ที่ประกอบพาณิชยกิจในเชิงพาณิชย์อันเป็นอาชีพปกติ ดังต่อไปนี้ คือ
(1) ซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
(2) บริการอินเตอร์เน็ต (ISP : Internet Service Provider)
(3) ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Web hosting)
(4) บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่าย อินเตอร์เน็ต (e-Marketplace)
2. การยื่นขอจดทะเบียน
2.1 ผู้ประกอบการที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครให้ยื่นจดทะเบียนต่อ สำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1-7 หรือ ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง สำนักทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยจะเลือกยื่นต่อสำนักงานใดก็ได้
2.2 ผู้ประกอบการที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่จังหวัดอื่น นอกจากกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะตั้งอยู่อำเภอใด ให้ยื่นต่อสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดนั้น ๆ เพียงแห่งเดียว
3. เอกสารประกอบการจดทะเบียน
3.1 คำขอจดทะเบียนพาณิชย์ (แบบ ทพ.) โดยให้ระบุรายละเอียดอื่น ๆ ในข้อ [14] เพิ่มเติม คือ ชื่อ Web site, E-mail Address, หมายเลขโทรศัพท์, หมายเลขโทรสาร, เลขทะเบียนนิติบุคคล (ถ้ามี), ระดับของการทำ ธุรกรรมในเว็บไซต์ (ตามตัวอย่างเอกสารแนบ แบบ ทพ.)
3.2 สำเนาบัตรประจำตัว
- กรณีบุคคลธรรมดา ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
- กรณีนิติบุคคล ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน หรือของกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท จำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด (ไม่ต้องแนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล)
3.3 หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
4. กำหนดเวลา
4.1 ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์
- กรณีเป็นผู้ประกอบการอยู่แล้วก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 ให้ยื่นขอจดทะเบียน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2546 โดยจะเริ่มยื่นขอจดทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป
- กรณีเริ่มประกอบการใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2546 ให้ยื่นขอจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มประกอบการใหม่
4.2 ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้จดทะเบียนพาณิชย์อยู่แล้ว ก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 ให้แจ้งนายทะเบียนทราบ โดยแจ้งต่อสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ที่ยื่น จดทะเบียนพาณิชย์ไว้ ต่างจังหวัดให้แจ้งต่อสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดนั้นๆ ภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2546 พร้อมสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ เพื่อนายทะเบียน จะได้ ดำเนินการ ตรวจสอบว่าได้จดทะเบียน พาณิชย์โดยถูกต้องแล้ว
5. อัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน 50 บาท
6. เมื่อได้จดทะเบียนแล้ว ให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แสดงใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานฯ ในที่ เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่าย และจัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบการไว้หน้าสำนักงานฯ โดยเปิดเผย
7. เพื่อประโยชน์ในการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค/ประชาชน และเพื่อรับรองว่าผู้ประกอบการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว ผู้ประกอบการควรแสดงใบทะเบียนพาณิชย์ หรือ ระบุเลขทะเบียนพาณิชย์ไว้บน Web Site (Home Page) ด้วย เพื่อแสดงว่าได้ขึ้นทะเบียนกับกรมฯ แล้ว
ประโยชน์ของการจดทะเบียน
7.1 สร้างความมั่นใจในการทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้บริโภค (รู้ว่าผู้ประกอบการได้ขึ้น ทะเบียนกับกรมแล้ว)
7.2 สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ประกอบการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (เป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบการอีกทางหนึ่ง)
7.3 เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค (โดยจะจัดทำเป็น e- Directory)
7.4 การได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น
          - การได้รับสิทธิพิเศษในการสนับสนุนด้านการตลาด เช่น การเข้าร่วมโครงการ E-marketplace
          - การได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การเข้าร่วมการอบรมสัมมนาที่กรมจะจัดขึ้น การได้รับคำแนะนำ และการ รับข้อมูลข่าวสารของกรม
          - การได้รับการส่งเสริมในการขอใช้เครื่องหมายรับรอง (Trust mark)
8. กรณีมีปัญหาหรือข้อสงสัยในการจดทะเบียนพาณิชย์สำหรับการประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ขอคำชี้แจงหรือคำแนะนำเพิ่มเติมได้จาก สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ หรือ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0 2547 5958-60 หรือ 0 2547 5050 ต่อ 3191 หรือทาง E-mail : e-commerce@thairegistration.com หรือทางเว็บไซต์ของกรมฯ http://www.dbd.go.th

(เรียบเรียงจาก www.thaitrade.com)
TOP  
ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
แนะนำ Verified by VISA (1)
          เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่นักช้อปบนโลกออนไลน์อย่างอินเทอร์เน็ต พยายามเรียกร้องให้มีมาตรการต่างๆ จากธนาคารผู้ออกบัตร จากร้านค้าออนไลน์ หรือจากบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต ให้สร้างระบบหรือมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อที่จะปกป้องหรือป้องกัน การทำธุรกรรมบนเน็ตให้มีความปลอดภัยมากกว่าที่เป็นอยู่
          จนกระทั่งวันนี้ทาง VISA International Inc. (http://www.visa.com) บริษัทผู้ออกบัตรเครดิตในนาม "วีซ่า" ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับบริการ Verified by VISA กับธนาคารต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 50 ธนาคาร โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2546 (http://www.visa-asia.com/newsroom/thailand_250303.shtml) ที่ผ่านมาทางวีซ่าได้ประกาศความร่วมมือกับธนาคารในบ้านเราถึงสี่ธนาคารพร้อมกันคือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (http://www.bangkokbank.com) ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) (http://www.bankasia4u.com) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (http://www.ktb.co.th) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (http://www.scb.co.th) ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตวีซ่าที่ออกโดยธนาคารดังกล่าว สามารถใช้บัตรเครดิตเลือกซื้อสินค้าหรือบริการบนเน็ตได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
          วีซ่าเปิดเผยข้อมูลเมื่อต้นปีว่ามูลค่าการซื้อขายสินค้าและบริการบนเน็ตในปี 2002 ที่ผ่านมาเฉพาะในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มีการเติบโตมากกว่า 80% เมื่อเทียบกับข้อมูลในปี 2001 (เฉพาะในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตในปี 2002 สูงกว่าปี 2001 ถึง 60%) และคาดว่าการเติบโตในลักษณะดังกล่าวจะเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 50% ติดต่อกัน 3 ปี จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกนั้นมีความ ตื่นตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่เสมอ เช่น อินเทอร์เน็ต และมีความกล้าที่จะใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าหรือบริการบนเน็ตมากกว่าคนในทวีปอื่นๆ เช่น อเมริกา แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเช่นในฝั่งผู้ถือบัตรเครดิตส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในหลายๆ ประเด็น เช่น
          * ร้านค้าออนไลน์นั้นน่าเชื่อถือหรือเปล่า
          * ร้านค้าจะแอบนำข้อมูลบัตรเครดิตไปใช้หรือเปล่า
          * จะมีใครแอบขโมยข้อมูลต่างๆ ในขณะที่ติดต่อกับร้านค้าออนไลน์หรือเปล่า
          * ส่วนฝั่งร้านค้าเองก็มีความกังวลใจ ในหลายๆ ประเด็น เช่น
          * ผู้ซื้อเป็นเจ้าของบัตรเครดิตจริงๆ หรือเปล่า
          * ผู้ซื้อจะปฏิเสธการจ่ายเงินในภายหลังหรือเปล่า
          * บัตรเครดิตนั้นเป็นบัตรที่ถูกขโมยมาหรือเปล่า
          ซึ่งในสัปดาห์เราลองมาดูหลักการทำงานหรือการให้บริการของ Verified by VISA กันนะคะว่าจะมีการให้บริการอย่างไรกันบ้าง

(เรียบเรียงจาก www.pollecommerce.com)
TOP  
นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
ลู่ทางการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปญี่ปุ่น
           อัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นสูง เนื่องจากมีคุณภาพดีและราคาไม่แพงนัก โดยอัญมณีและเครื่องประดับของไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ทั้งในด้านฝีมือในการเจียระไน และเทคนิคการเผาพลอยเพื่อให้ได้พลอยสีต่างๆ เป็นการถาวร ในปี 2545 ไทย
ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่า 5,214.3 ล้านบาท โดยไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในญี่ปุ่นเป็นอันดับ 4 รองจากอิตาลี สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส สำหรับอัญมณีและเครื่องประดับที่ญี่ปุ่นนิยมนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือ เครื่องประดับแท้ทำด้วยเงิน (ไทยครองส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่นได้สูงที่สุดถึงร้อยละ 28.9 ของทั้งหมด) รองลงมา คือ เครื่องประดับแท้ทำด้วยทอง และเครื่องประดับที่ทำจากทองคำขาว ตามลำดับ
ข้อมูลเบื้องต้นที่น่าสนใจสำหรับการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปตลาดญี่ปุ่น ได้แก่
           1. อัตราภาษี อัญมณีและเครื่องประดับที่ทำจากเงิน ทองคำขาว และทองคำของไทยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences: GSP) จากญี่ปุ่น โดยได้รับการลดหย่อนภาษีนำเข้าจากปกติที่เรียกเก็บร้อยละ 6.2 เหลือร้อยละ 2.08
           2. กฎระเบียบด้านการนำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยภาษีศุลกากร (Custom Tariff Law) นอกจากกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสินค้าแต่ละประเภทแล้ว ยังมีข้อกำหนดอื่นๆ เช่น ห้ามนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตรายอื่น หรือลอกเลียนแบบการดีไซน์ของดีไซเนอร์ชื่อดัง รวมทั้งห้ามนำเข้าเหรียญหรือเงินปลอม เป็นต้น
            อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับสัตว์ป่าและพืชพรรณจากป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora: CITES) ซึ่งครอบคลุมถึงการห้ามนำเข้าและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่ทำจากงาช้างและปะการัง ซึ่งถือเป็นสัตว์ป่าที่ต้องอนุรักษ์โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ สินค้าที่ละเมิดอนุสัญญา CITES ต้องถูกยึดหรือส่งกลับทันที
           กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของผู้บริโภคจากการอุปโภคหรือบริโภคสินค้าที่อาจเป็นอันตราย (Product Liability Law) เพื่อปกป้องผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการสวมใส่อัญมณีและเครื่องประดับ
The Act Against Unjustifiable Premiums and Misleading Representations ซึ่งห้าม
ผู้ประกอบการเสนอสิ่งจูงใจที่ไม่เหมาะสมแก่ผู้บริโภค เช่น เสนอเงินรางวัลหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่สูงเกินจริง หรือใช้สื่อโฆษณาที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เป็นต้น
           3. เครื่องหมายรับรองคุณภาพ รัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีข้อกำหนดให้อัญมณี และเครื่องประดับที่จำหน่ายในญี่ปุ่นต้องปิดฉลากว่าด้วยมาตรฐานสินค้า อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับสามารถขอรับเครื่องหมายรับรองคุณภาพของสินค้าตามความสมัครใจ เช่น เครื่องหมาย "Hallmark" ออกโดย Mint Bureau สังกัดกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองความบริสุทธิ์ของเครื่องประดับประเภทโลหะมีค่า เช่น เงิน ทองคำขาว และทองคำ ฯลฯ สินค้าที่ได้รับการประทับตราเครื่องหมาย "Hallmark" จะได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น
           4. งานแสดงสินค้า เช่น งาน International Jewelry Tokyo ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี และงาน International Jewelry Kobe ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ฯลฯ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ส่งออกอัญมณี และเครื่องประดับของไทยมีโอกาสพบปะกับผู้นำเข้าในญี่ปุ่นได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังช่วยให้ทราบรสนิยมของผู้บริโภคในตลาดญี่ปุ่นได้ด้วย เป็นการเพิ่มลู่ทางขยายการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปตลาดญี่ปุ่นได้อีกทางหนึ่ง
TOP  
พูดจาภาษาธุรกิจ
การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen หรือ Continuous Improvement)
          การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen หรือ Continuous Improvement) หมายถึงการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจากความพยายามอย่างต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไปในการปรับปรุงจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น รวมถึงการปรับปรุงการทำงานประจำวันให้ดียิ่งขึ้น ตามไปด้วยในการคงสภาพและการปรับปรุงนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษใดๆ เพียงแต่ใช้สามัญสำนึกของพนักงานทุกคนในองค์การ ตั้งแต่ระดับบน จนถึงระดับล่าง ในอันที่จะตรวจสอบงานของตนเอง และตั้งใจปฏิบัติงานให้ ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยอาจมีการลงทุนบ้างเพียงเล็กน้อย สำหรับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องนี้ในญี่ปุ่นมีหลายแนวทาง เช่น 5ส กิจกรรมข้อเสนอแนะ QCC (Quality Control Circle) KYT และ TPM (Total Productive Maintenance)
          ขณะที่นวกรรมก่อให้เกิดผลอย่างทันทีทันใด แต่ผลของมันอาจค่อยๆ เสื่อมลงเว้นเสียแต่ว่าจะถูกกระตุ้น และมีการปรับปรุงอยู่อย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้นเมื่อใดที่นวกรรมประสบผลสำเร็จ เราก็ต้องเสริมด้วยวิธีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หรือ Kaizen เพื่อที่จะรักษาและปรับปรุงองค์การให้ดียิ่งขึ้นไป ตารางข้างล่างเป็นการเปรียบเทียบข้อแตกต่างในด้านต่างๆ ระหว่างการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Kaizen) กับ นวกรรม (Innovation)
TOP  
เรื่องของ SMEs
ขนมหม้อแกงไทยโกอินเตอร์
          เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดเพชรบุรีแล้ว หลายๆ คนจะนึกถึงขนมหม้อแกงเมืองเพชร เพราะขนมหม้อแกงของที่นี่จะมีรสชาติหวานมันหอมน้ำตาลเมืองเพชร ซึ่งเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น… แต่ข้อจำกัดของขนมหม้อแกงก็คือใส่ถาดอะลูมิเนียมและเก็บได้ไม่นาน เมื่อซื้อไปแล้วต้องใส่ตู้เย็นและรีบรับประทานให้หมดภายใน 2-3 วัน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยรายหนึ่งจึงได้คิดทำขนมหม้อแกงบรรจุกระป๋องซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน เพราะขนมหม้อแกงกระป๋องจะฆ่าเชื้อด้วยระบบสเตอริไลซ์ โดยผ่านความร้อนสูงถึง 121 องศาเซลเซียสนาน 45 นาที จึงสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึงปีครึ่ง เหมาะที่จะซื้อเป็นของฝากและขยายตลาดการจำหน่ายไปต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันขนมหม้อแกงกระป๋องนี้ได้ส่งออกไปขายในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และมีแนวโน้มจะขยายตลาดไปยังแถบยุโรปเร็วๆ นี้ ต่อจากนี้ไปคนไทยในต่างแดนที่เคยคิดถึงขนมหม้อแกงเมืองเพชรก็สามารถจะซื้อหาได้สะดวกขึ้น และชาวต่างชาติที่รู้จักอาหารไทยแค่ผัดไทยกับต้มยำกุ้ง ก็จะได้รู้จักขนมหม้อแกงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งเชื่อแน่ว่ารสชาติอร่อยสู้ขนมหวานของต่างชาติได้สบาย

(เรียบเรียงจาก www.exim.go.th)
TOP  
ของฝากจากฝ่ายระบบ
การเลือกซื้อ Notebook อย่างถูกต้อง ( ตอนจบ )

          นอกจากนี้เครื่องโน้ตบุ๊กยังมี Suspend to Disk Mode ที่ต่างจาก Suspend Mode ปกติ ตรงที่จะทำการจัดเก็บข้อมูลลงฮาร์ดดิสก์ให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงปิดเครื่องซึ่งแน่นอนว่า ปิดไฟเลี้ยงในทุกอุปกรณ์รวมทั้งแรมด้วย เมื่อกลับมาทำงานใหม่ก็ต้องเสียเวลามากกว่าการใช้งาน Suspend Mode แต่ไม่ใช่การรีบูตเครื่องใหม่ ซึ่งจะประหยัดพลังงานกว่า Suspend Mode ดังนั้น เราควรจะใช้ Suspend Mode หากมีการพักการทำงานในช่วงเวลาไม่นานนัก และใช้ Suspend to Disk Mode ในกรณีที่ต้องการพักการทำงานเป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือในช่วงพักเที่ยง

การเลือกชนิดของแบตเตอรี่
           เวลาในการใช้งานโน้ตบุ๊กแต่ละเครื่องยังขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของแบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องโน้ตบุ๊กด้วย แบตเตอรี่ชนิดที่ใช้กรดตะกั่วนั้นราคาถูกที่สุดและทนทานที่สุด แต่มีน้ำหนักมาก ขนาดใหญ่ และให้พลังงานน้อยที่สุดจึงใช้งานได้ระยะเวลาสั้นที่สุด ส่วนแบตเตอรี่ชนิดที่ใช้สารนิเกิลแคดเมียม (NiCd) นั้นให้พลังงานมากขึ้น ตามมาด้วยแบตเตอรี่ชนิดที่ใช้สาร Nickel Metal Hydride (NiMH) และแบตเตอรี่ชนิดที่ใช้สารลิเธียมไอออน (Li-ion) ให้พลังงานมากที่สุด ทำให้เครื่องโน้ตบุ๊กที่ใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้งานได้ระยะเวลานานที่สุดด้วย โดยค่าของเวลาที่เขียนติดไว้บนแบตเตอรี่จะอยู่ในรูปของแอมป์-ชั่วโมง (Amp-Hour : Ah) หรือ มิลลิแอมป์-ชั่วโมง (Millimp-Hour : mAh)
           และหากคุณมีแบตเตอรี่สำรอง คุณก็ควรจะชาร์จไฟไว้ให้เต็มที่ก่อนนำไปใช้งานเสมอ เพราะแบตเตอรี่บางยี่ห้อจะมีการสูญเสียพลังงานไปประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน ทำไมแบตเสื่อมเร็ว
           ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเสียบปลั๊กไฟโน้ตบุ๊กค้างไว้ตลอดเวลา หรือชาร์จใหม่เสมอๆ แม้ว่าแบตเตอรี่ยังไม่หมด คุณกำลังทำลายแบตเตอรี่และหน่วยความจำของโน้ตบุ๊กคุณทางอ้อม จริงๆ แล้วการชาร์จและดิสชาร์จแบตเตอรี่ไม่เต็มที่ มีผลกระทบต่อหน่วยความจำอย่างมาก เพราะทำให้กระแสไฟฟ้ากระจายได้ไม่เต็มพื้นที่ของแบตเตอรี่ และนี่ยังเป็นเหตุให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่ากำหนด ดังนั้นในการใช้งานเครื่องโน้ตบุ๊กจึงควรใช้งานให้แบตเตอรี่หมดไฟก่อนที่จะชาร์จไฟเข้าไปใหม่ แต่เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยากนี้ เครื่องโน้ตบุ๊กบางรุ่นก็มียูทิลิตี้ที่ช่วยป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับหน่วยความจำ โดยยูทิลิตี้นั้นช่วยให้คุณดิสชาร์จแบตเตอรี่เพื่อถ่ายเทกระแสไฟออกมาให้หมด แม้ว่าแบตเตอรี่ของคุณยังไม่หมดกระแสไฟก็ตาม ช่วยให้คุณชาร์จไฟเข้าไปใหม่ได้เต็มที่ ซึ่งคุณควรจะใช้ฟีเจอร์นี้ทุกครั้งเพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอร ี่และขจัดผลกระทบที่มีต่อหน่วยความจำของเครื่องโน้ตบุ๊กด้วย

การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
           เมื่อคุณต้องการเลือกซื้อเครื่องโน้ตบุ๊กสักเครื่อง อย่าลืมตรวจสอบการเปลี่ยนแบตเตอรี่ว่าสามารถเปลี่ยนได้สะดวกง่ายดาย หรือสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้โดยไม่ต้องปิดเครื่องหรือไม่ การเปลี่ยนแบตเตอรี่นั้นไม่ควรให้ไปกระทบกระเทือนกับอุปกรณ์อื่นๆ และไม่ควรที่จะต้องถอดอุปกรณ์ใดๆ ออกก่อนเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วย และหากสามารถต่อแบตเตอรี่สำรองเพื่อให้ใช้งานยาวนานยิ่งขึ้นก็จะช่วยให้คุณทำงาน ได้สะดวกขึ้นด้วยเช่นกัน เช่น เครื่องโน้ตบุ๊ก ThinkPad ของ IBM นั้นค่อนข้างยุ่งยากในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ เพราะคุณจะต้องเอียงจอภาพไปข้างหลังเพื่อยกแป้นพิมพ์ขึ้น และต้องถอดไดรฟ์อ่านซีดีรอมออกก่อนด้วย
           อีกประการหนึ่งที่คุณควรพิจารณาก็คือ แบตเตอรี่นั้นสามารถเสียบสายไฟเพื่อชาร์จไฟจากภายนอกเข้าไปได้โดยไม่ต้องต่อกับเครื่องโน้ตบุ๊กหรือไม่ ซึ่งช่วยให้คุณพกพาเครื่องโน้ตบุ๊กไปใช้งานยังสถานที่ต่างๆ ได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นนักแต่หากเครื่องโน้ตบุ๊กนั้นสามารถใส่แบตเตอรี่ชนิดอัลคาไลน์ได้ เช่น เครื่องโน้ตบุ๊กรุ่น OmniBook ของ HP ก็จะช่วยเพิ่มสามารถในการใช้งานได้อีกทางหนึ่งด้วย หาแหล่งพลังงานอื่นเพิ่มเติมเมื่อต้องเดินทาง
           แน่นอนว่าแบตเตอรี่นั้น ถึงแม้คุณจะพยายามประหยัดไฟเพียงใดก็ตามก็ไม่สามารถจะใช้ได้ตลอดเวลา หรือตลอดการเดินทางระยะไกลแน่นอน ดังนั้นคุณควรมีอะแดปเตอร์ไว้เพื่อใช้กระแสไฟจากภายนอก หรือเพื่อใช้ชาร์จแบตเตอรี่ของคุณเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรองเพิ่มเติมในอีกทางหนึ่งด้วย การเดินทางโดยเครื่องบินของสายการบินบางแห่งนั้น คุณสามารถเสียบอะแดปเตอร์เข้ากับ ระบบไฟฟ้าบนเครื่องบินที่ทางสายการบินเตรียมไว้ได้ทันที ระบบไฟฟ้านี้ทางสายการบินเรียกว่า EmPower ซึ่งเป็นแจ๊คเสียบไฟตรง (DC) 15 โวลต์ โดยคุณจะต้องมีอะแดปเตอร์สำหรับต่อเข้ากับแจ๊คประเภทนี้โดยเฉพาะ
           ส่วนการเดินทางโดยรถยนต์นั้น คุณสามารถเลือกใช้แหล่งพลังงานได้ 2 แบบ แบบแรกคุณจะต้องมีอะแดปเตอร์เพื่อเสียบเข้ากับช่องจุดบุหรี่ภายในรถที่จ่ายไฟตรง (DC) 13-15 โวลต์ แล้วต่ออะแดปเตอร์นั้นเข้ากับเครื่องโน้ตบุ๊กได้ทันที หรือแบบที่ 2 ก็ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Inverter เสียบเข้ากับช่องจุดบุหรี่เช่นกัน แต่อุปกรณ์ชนิดนี้จะทำการแปลงไฟกระแสตรง (DC) ของช่องจุดบุหรี่ให้กลายเป็นไฟกระแสสลับ (AC) 120 โวลต์ คุณก็สามารถนำสายไฟที่มีมาพร้อมกับเครื่องโน้ตบุ๊กเสียบเข้ากับ Inverter ได้เหมือนกับการเสียบไฟบ้านและใช้งานได้ปกติ
           ดังนั้นอะแดปเตอร์ สายไฟ หรืออุปกรณ์เพิ่มเติมเหล่านี้คุณจะต้องมีติดตัวในการเดินทางเสมอ รวมไปถึงสายต่อพ่วงโทรศัพท์ที่คุณควรจะพกพาติดตัวไปด้วยหากคุณต้องการ ใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายขององค์กรของคุณ โดยสายต่อพ่วงโทรศัพท์ที่ว่านี้ควรอยู่ในลักษณะม้วนเล็กๆ ที่เก็บไว้ในกล่องขนาดประมาณเท่าบัตรเครดิต เพื่อสะดวกในการพกพาและเก็บรักษา

รายการช่วยตรวจสอบเพื่อการตัดสินใจและป้องกันการหลงลืม
           เป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ โดยการทำรายการตรวจสอบสิ่งต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อช่วยคุณเลือกพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสักเครื่อง อีกทั้งยังมีการทำรายการตรวจสอบช่วยให้คุณไม่หลงลืมที่จะตรวจเช็กอุปกรณ์ต่างๆ ให้ครบและให้คุณพร้อมสำหรับการทำงานหรือการเดินทางตลอดเวลา

  • รายการสิ่งที่คุณควรพิจารณาประกอบการเลือกซื้อเครื่องโน้ตบุ๊ก
    * แบตเตอรี่ของเครื่องโน้ตบุ๊กเป็นแบตเตอรี่ประเภทใด? และหลังจากชาร์จไฟแล้วสามารถใช้งานได้นานเพียงใด?
    * แบตเตอรี่นั้นสามารถชาร์จไฟจากอะแดปเตอร์ได้โดยตรง ไม่ต้องต่อเข้ากับตัวเครื่องหรือไม่?
    * เครื่องโน้ตบุ๊กที่คุณกำลังพิจารณาอยู่นั้นสามารถใส่แบตเตอรี่สำรองเพิ่มเข้าไปได้อีกหรือไม่?
    * เครื่องโน้ตบุ๊กที่การทำงานแบบ Suspend Mode และ Suspend to Disk Mode หรือไม่?
    * แบตเตอรี่สำรองมีมากเท่าไร?
    * มีแบตเตอรี่สำรองชนิดที่ไม่ต้องชาร์จไฟ เช่น แบตเตอรี่อัลคาไลน์ ไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือไม่?

  • รายการอุปกรณ์ต่างๆ ที่ควรตระเตรียมให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
    * สายต่อพ่วงโทรศัพท์ที่ม้วนบรรจุในกล่องขนาดพกพา
    * สายไฟกระแสสลับ (AC) ยาวประมาณ 20 ฟุต
    * อะแดปเตอร์ 2 ชุด (ชุดหนึ่งพกพาไปพร้อมกับเครื่องโน้ตบุ๊ก ส่วนอีกชุดหนึ่งเก็บไว้กับสัมภาระเผื่อใช้ในกรณีที่จำเป็น)
    * แบตเตอรี่สำรองที่ชาร์จไฟไว้เต็มที่
    * อะแดปเตอร์สำหรับใช้ในรถยนต์และเครื่องบิน
    * อุปกรณ์ Inverter ภายในรถยนต์ (หากคุณไม่ใช้อะแดปเตอร์สำหรับรถยนต์)
    * ชุดการ์ด PCMCIA ที่จำเป็น โดยถอดออกจากตัวเครื่อง และแยกเก็บไว้ต่างหาก

  • ข้อแนะนำในการเดินทาง
    * ถอดอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออกให้หมด และเก็บให้เรียบร้อย
    * ลดความสว่างของจอภาพเท่าที่เป็นไปได้
    * ปรับค่าสมรรถนะของใช้งานหน่วยประมวลผลหรือซีพียูให้เหมาะสม เมื่อทำงานโดยใช้แบตเตอรี่
    * ตรวจสอบจุดต่อสายไฟและจุดต่อสายโทรศัพท์บนเครื่องบินหรือสถานที่อื่นๆ ทุกครั้งที่เดินทาง เมื่อคุณตรวจสอบรายการต่างๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้ว คุณก็สามารถมั่นใจและพร้อมที่จะใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของคุณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังประหยัดพลังงานแบบสุดๆ เพื่อช่วยให้การทำงานและธุรกิจ ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กได้ยาวนานยิ่งขึ้น


  • (เรียบเรียงจาก www.thaicyberpoint.com)
    TOP  
    พักสมองสักนิด... กับ TRADE POINT
    เรื่องมีอยู่ว่า
    เด็กคนหนึ่งนั่งดูนาฬิกา แล้วเกิดสงสัย เลยถามคุณแม่ว่า...

    เด็กคนนั้น: คุณแม่ครับ ทำไม! เข็มนาฬิกาเดินเป็นวงกลมล่ะครับ
    คุณแม่ : เข็มมันคงชอบเดินยังเนี้ยมั้ง
    เด็กคนนั้น: แต่ผมว่ามันคงคิดถึงเข็มสั้นกับเข็มยาวนา
    คุณแม่ : ไม่หรอกลูก
    เด็กคนนั้น: ถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะเพราะหลงทาง ถึงได้ไม่เดินออกไปไกล ใช่ไหมครับแม่
    คุณแม่ : @#@*##$$@*
    TOP  
    ส่งคำแนะนำและคำถามที่ท่านต้องการสอบถามได้ที่
    member@tradepointthailand.com