ปีที่ 2 ฉบับที่  95 เดือนพฤษภาคม  2546 
 
          สวัสดีค่ะ โลกเราได้ก้าวเข้าไปสู่ความทันสมัยและเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่อำนวยความสะดวกให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็คอมพิวเตอร์ก็ตาม โดยจะเห็นได้จาก กระทรวงไอซีที ที่ได้มีการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ข่าวสารมากขึ้นด้วยการ นำคอมพิวเตอร์มาขายให้กับประชาชนคนไทยในราคาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีที่เราสามารถคลิกเพียงคลิกเดียวก็ทำให้ทราบถึงข้อมูลที่ต้องการได้ โดยถือว่าเป็นการส่งเสริมการศึกษาและความรู้ของคนไทยให้ก้าวหน้า ทันโลกทันสมัยมากยิ่งขึ้น
 
  ข่าวจากองค์กร
    รู้รอบ E-Commerce
    ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
    นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
    พูดจาภาษาธุรกิจ
    เรื่องของ SMEs
    ของฝากจากฝ่ายระบบ
    พักสมองสักนิด กับ TRADE POINT
 ข่าวจากองค์กร
อบรมเทคนิคการอนุรักษ์พลังงานใน SMEs ทั่วภาคเหนือฟรี!
          สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกระทรวงพลังงาน ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จุดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการอนุรักษ์พลังงานในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) รุ่นที่ 2 แก่วิศวกรและช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 50 คน โดยไม่เก็บค่าลงทะเบียนจากผู้เข้ารับการอบรม ในวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2546 เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ โรงแรมฮอลิเดย์ การ์เดนท์ จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ เพื่อให้ความรู้และเพิ่มทักษะด้านเทคนิคการอนุกรักษ์พลังงานในสถานแประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้แก่ วิศวกร และข่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างจริงจังและครบวงจร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเทคนิคการจัดการวิศวกรรมคุณค่า (Value Engineering) ซึ่งเป็นแนวทางประยุกต์เทคนิคการจัดการเข้าไปใช้ในอุตสาหกรรม โดยจะให้ผลการประหยัดพลังงานได้อย่างรวดเร็ว และสามารถคืนทุนได้ในระยะสั้น
          สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 0 5394 2007-9 ต่อ 108 แฟกซ์ 0 5389 2375
TOP  
รู้รอบ E-Commerce
E-Commerce หรือ E-Business
          … การค้าอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมักรู้จักกันในชื่อของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ (eCommerce) … ส่วนอีบิสซิเนส (eBusiness) คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกๆกระบวนการของการทำงานในองค์กรธุรกิจทั่วไป และการสร้างกระบวนโต้ตอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์กร สรุปแล้ว อีคอมเมิร์ซก็คือองค์ประกอบส่วนหนึ่งของอีบิสซิเนสนั่นเอง …
          เมื่อ eCommerce กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำการค้าสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น เท่ากับเป็นการสร้างให้กลุ่มคนที่เข้าใจในเรื่องนี้ขยายเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เกิดความสับสนระหว่างคำว่า eCommerce กับ eBusiness และไม่แน่ใจว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
          การค้าอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมักรู้จักกันในชื่อของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ (eCommerce) ปัจจัยที่นำมาซึ่งความนิยมใช้อย่างแพร่หลายคือ ความสะดวกรวดเร็วในการทำการค้าและการดำเนินธุรกิจ การขยายตลาด ที่ได้เปรียบอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับการค้าในลักษณะเดิม เนื่องจากทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถสร้างธุรกรรมได้ และที่สำคัญคือมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่ามาก การดำเนินธุรกิจในลักษณะนี้เน้นความสำคัญในการเปิดเว็บไซต์และติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขายผ่านอีเมลล์จากรูปแบบที่ง่ายและสะดวกจึงทำให้อีคอมเมิร์ซถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในการค้าไม่ว่าจะใช้รูปแบบใดก็ตาม ก็มักจะหลีกเลี่ยงเรื่องของการตลาดไม่ได้ภายหลังจากการที่อีคอมเมริซ์ได้มีการขยายตัวอย่างกว้างขวาง การค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้มีการเปลี่ยนรูปโดยเน้นในเรื่องของการตลาดที่เน้นการใช้เทคโนโลยีไอซีที (Information and Communications Technologies) เป็นหลัก
          eMarketing ได้ถูกแนะนำเข้าสู่องค์กรธุรกิจเพื่อเน้นในเรื่องของการสร้างและรักษาฐานลูกค้า (Customer Acquisition and Retention) ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาเครื่องมือ (tools) ต่างๆมากมายในการสร้างความสามารถในการโต้ตอบ (Interact) กับลูกค้า, การตอบสนองต่อความต้องการ (Customization) เป็นต้น
          อย่างไรก็ตามแม้ว่าความก้าวหน้าทางด้านไอซีทีจะส่งผลให้เกิดการพัฒนารูปแบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ และนำมาซึ่งรูปแบบการตลาดสมัยใหม่ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หากพิจารณาในแง่ของการประยุกต์ใช้ในองค์กรขนาดใหญ่นั้น มีกระบวนการและขั้นตอนต่างๆมากมาย ที่จำเป็นต้องสร้างให้เกิดกระบวนการในลักษณะที่เป็นบูรณาการ (Integration) และทำงานประสานกัน (Synchronization) ทั้งภายในองค์กร (Intra-Organization) เอง และระหว่างองค์กร (Inter-Organization) อีกด้วย
          ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ในด้านของการสร้างความได้เปรียบในด้านของการแข่งขัน (Competitive Advantage), การสร้างความแตกต่าง (Differentiation), การสร้างมูลค่า (Value Creation) ตลอดจนการพัฒนาสู่ตลาดที่เป็นโลกาภิวัฒน์สสตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรื่องของ Customer Relationship Management (CRM) หรือ Supply Chain Management ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างกระบวนการที่รวดเร็วและลดต้นทุนในรูปแบบของ eSupply Chain
          นี่คือลักษณะหนึ่งของ eBusiness ที่มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกๆกระบวนการของการทำงานในองค์กรธุรกิจทั่วไป และการสร้างกระบวนโต้ตอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์กร
          โดยสรุปแล้ว อีคอมเมิร์ซ ก็คือองค์ประกอบส่วนหนึ่งของอีบิสซิเนสนั่นเอง ประเด็นสำคัญที่เราสามารถสังเกตได้คือ eBusiness ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนทั่วไปที่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน (Collaboration) และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้า (Information Sharing) เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจร่วมกันในลักษณะ Win-Win ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจใหม่นั่นเอง

(เรียบเรียงจาก ผู้จัดการออนไลน์)
TOP  
ก้าวหน้า ก้าวไว ก้าวไปกับ TRADE POINT
3 เทคโนโลยีที่กำหนดอนาคตมนุษย์
          เขาว่า...มนุษย์เราดำรงเผ่าพันธุ์ พัฒนาตนเองให้อยู่รอดบนโลกใบนี้ นับจนถึงปัจจุบันก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาถึง 3 ยุคแล้ว ได้แก่ ยุคกสิกรรม ยุคอุตสาหกรรม และยุคสารสนเทศ แต่ที่น่าสนใจคือ คลื่นลูกใหม่ในโลกยุคที่ 4 จะมีหน้าตาอย่างไรและอะไรเป็นตัวกำหนดอนาคตมนุษย์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ปัจจัยที่น่าจะเป็นคำตอบนี้ก็ได้แก่ Nanotechnology และหรือ Molecular Biology

          ข้อมูลที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้ ได้มาจากงาน Logic Press Symposium : Buy IT by Idea@pataya 2003 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ในหัวข้อ Evolutionary Technology ซึ่งบรรยายโดยคุณบุญชัย พัฒนธนานนท์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ลอจิก จำกัด
          คุณบุญชัยเล่าถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ได้น่าสนใจ ด้วยการชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอด 3 ประการ ได้แก่ Mutation หรือการกลายพันธุ์ Sexual Recombination หรือการดำรงเผ่าพันธุ์ ด้วยการสืบพันธุ์และ Natural Selection ที่หมายถึงการสูญพันธุ์ ซึ่งอธิบายพอสังเขปได้ว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้พยายามปรับหรือพัฒนาตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเหมือนกับที่ ชาร์ล ดาร์วิน ได้เคยกล่าวไว้ ด้วยการกลายพันธุ์และมีการดำรงพันธุ์ ถ้าสำเร็จก็อยู่รอดปลอดภัยเรื่อยมา แต่ถ้าไม่สำเร็จก็จะก้าวไปสู่การสูญพันธุ์ในที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบรรดาสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างไดโนเสาร์ที่หมดสิ้นจากโลกไปแล้ว
          แต่สิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจคือ ต่อจากนี้ไปคือคลื่นลูกใหม่ในโลกยุคที่ 4 (Fourth Wave) ว่าจะมีหน้าตาอย่างไร และอะไรเป็นตัวกำหนดอนาคตมนุษย์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ปัจจัยที่น่าจะเป็นคำตอบนี้ก็ได้แก่ Nanotechnology และหรือ Molecular Biology ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของ juan enriquez ผู้เขียนหนังสือเรื่อง AS THE FUTURE CATCHES YOU ที่เขาเชื่อว่า 3 ปัจจัยหลักคือ Digital Technology, DNA และ Nanotechnology จะเป็นตัวกำหนดอนาคตมนุษยชาติ
          นวตกรรมทางเทคโนโลยีทั้ง 3 ปัจจัยที่กำลังเกิดขึ้นจริงและมีการนำเสนอสู่โลกภายนอกบ้างแล้วนั้น ก็คือ เรื่องเกี่ยวกับ Nanotube-based Computer ที่มีขนาดเล็กมากและประสิทธิภาพสูง เล็กจนตาเปล่าของมนุษย์มองไม่เห็น แต่เจ้าเทคโนโลยีนี้ จะมาช่วยให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่สูญพันธุ์เร็วเกินไป เพราะมันได้ถูกนำไปใช้ในการค้นคว้าและรักษาทางการแพทย์ หากสำเร็จในเร็ววัน โรคร้ายๆที่มนุษย์หวาดกลัวอย่างมะเร็งก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปเพราะแพทย์จะมีวิธีป้องกัน การเกิดมะเร็งอย่างได้ผล
          เทคโนโลยีต่อมาคือ Quantum Computing ที่สรุปง่ายๆได้ว่า เป็นเทคโนโลยีกลุ่มอิเล็กตรอน ที่มีขนาดเล็กระดับอะตอมไปจนถึงซับอะตอม หากนำไปใช้ในวงการวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ก็จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่าใน ภาพยนตร์ไซไฟที่หลายคนดูแล้วทึ่งซะอีก
          เทคโนโลยีที่สามคือ เรื่องที่หลายคนคุ้นหรือเคยได้ยินนั่นก็คือ DNA ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยลี้ลับในอดีต มาวันนี้จะถูกค้นคว้าอย่างจริงจังอีกครั้งด้วย DNA Computing ด้วยงบประมาณมหาศาลมากกว่าการระดมนักวิทยาศาสตร์สร้างระเบิดนิวเคลียร์ในสมัยสงครามโลก ครั้งที่สองเสียอีก
          ทั้ง 3 เทคโนโลยีที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาสักหน่อยที่จะทำให้เกิดออกมาเป็นรูปธรรมได้ คงต้องอดใจรอกันสักหน่อยนะคะ


(เรียบเรียงจาก ผู้จัดการออนไลน์)
TOP  
นานาสาระจากฝ่ายข้อมูล
การค้าสิ่งพิมพ์ในอาเซียน
           ปัจจุบันการรวมกลุ่มทางการค้ากลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขยาย การค้าระหว่างประเทศของแทบทุกประเทศ เนื่องจากการรวมกลุ่มทางการค้าสนับสนุนให้เกิดการค้าขายและการลงทุนระหว่างกัน ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี รวมทั้งยกเลิกมาตรการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคทางการค้าให้แก่กัน สิ่งพิมพ์เป็นหนึ่งในสินค้าที่กลุ่มอาเซียนให้สิทธิประโยชน์ระหว่างกัน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ ขอบเขตการลดภาษีระหว่างประเทศสมาชิก
           ปัจจุบันการค้าสิ่งพิมพ์ในอาเซียนอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน และสมาชิกใหม่อีก 4 ประเทศ คือ เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา ทั้งนี้ ภายใต้กรอบ AFTA กำหนดให้ประเทศสมาชิกเดิมลดอัตราภาษีนำเข้าสิ่งพิมพ์ รวมถึงเยื่อกระดาษ กระดาษ และสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเหลือร้อยละ 0 - 5 ภายในปี 2546 และลดลงเหลือร้อยละ 0 - 20 ในอีก 2 - 3 ปีข้างหน้าสำหรับประเทศสมาชิกใหม่
เงื่อนไขการได้รับประโยชน์ด้านภาษี
สิ่งพิมพ์ภายในกลุ่มอาเซียนที่จะได้รับประโยชน์ด้านภาษีในอัตราข้างต้นต้องมีคุณสมบัติดังนี้
           1. ตรงตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of origin) กล่าวคือ สิ่งพิมพ์นั้นต้องผลิตโดยใช้วัตถุดิบจากอาเซียนประเทศใดประเทศหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งประเทศ อย่างน้อยร้อยละ 40 ของราคา F.O.B. สำหรับสิ่งพิมพ์ที่ผลิตในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นไปตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า เนื่องจากสิ่งพิมพ์ของไทยใช้วัตถุดิบหลัก คือ กระดาษที่ผลิตในประเทศเป็นส่วนใหญ่
           2. ต้องมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ออกโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละประเทศ เพื่อแสดงต่อศุลกากรของประเทศผู้นำเข้าในอาเซียน สำหรับประเทศไทยกรมการค้าต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก ในการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าตามแบบฟอร์มที่กำหนด

(เรียบเรียงจาก www.exim.go.th)
TOP  
พูดจาภาษาธุรกิจ
Niche Market
          Niche Market เป็นการทำการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม โดยทางเลือกทำตลาดโดยมุ่งไปที่กลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้เกิดการบริหารและการทำตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลูกค้าในกลุ่ม Niche Market นี้จะได้รับการตอบสนองและได้รับความพึงพอใจมากกว่าลูกค้าที่ทำตลาดแบบ Mass Market ซึ่งจะไม่สนใจกลุ่มเป้าหมายนอกกลุ่มเลย โดยธุรกิจที่นิยมทำตลาดแบบ Niche Market นั้น มักจะเป็นสินค้าหรือบริการที่มีราคาแพง เน้นจับลูกค้าระดับบนเฉพาะกลุ่ม เช่น รถยนต์ยี่ห้อ Rolls Royce , โทรศัพท์มือถือ VERTU เป็นต้น แต่ในบางธุรกิจก็นำเอาหลักการตลาดแบบนี้มาใช้กับสินค้าของตนเอง โดยที่ไม่ได้เป็นลูกค้าระดับบน เช่น PCT ที่เน้นลูกค้าที่อยู่แต่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ใช้โทรศัพท์เพื่อการสื่อสารด้วยเสียงเท่านั้น ซึ่งจะเป็นลูกค้าคนละกลุ่มกับผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ
TOP  
เรื่องของ SMEs
Melody Candle เสียงเพลงแห่งแสงเทียน
         แม้ว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่จะใช้ไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างในยามค่ำคืน แต่บางโอกาสเราก็อยากใช้แสงสว่างจากเทียนเพื่อสร้างบรรยากาศดีๆ ยิ่งถ้าจุดเทียนแล้วมีทั้งกลิ่นหอมและเสียงเพลงไพเราะแว่วออกมาด้วย ก็ยิ่งเพิ่มบรรยากาศให้โรแมนติกมากขึ้น วันนี้ความฝันดังกล่าวกลายเป็นจริงแล้ว โดยผู้ประกอบการไทยกลุ่มหนึ่งได้หล่อหลอมความรู้ ความสามารถกันออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เทียนหอมแนวสร้างสรรค์เรียกว่า Melody Candle ซึ่งหลักการง่ายๆ ก็คือ พอจุดเทียนปุ๊บ กลิ่นหอมจะกระจายอบอวลไปทั่ว แถมยังมีเสียงเพลงบรรเลงขึ้นพร้อมกันด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศให้สนุกสนานหรือซาบซึ้งโรแมนติกก็ได้ เพราะในเทียนแต่ละเล่มจะมีฐานซึ่งทำจากเรซิ่นบรรจุกล่องดนตรีไว้ โดยมีเพลงให้เลือกตามบรรยากาศมากกว่า 10 เพลง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังมีโครงการพัฒนาเทียนไขเสียงเพลงขนาดเล็กเท่านิ้วก้อย เพื่อใช้ประดับเค้กวันเกิดอีกด้วย ขณะนี้เทียนหอมเสียงเพลงแบบต่างๆ มีวางขายแล้วตามห้างสรรพสินค้าและในเว็บไซต์ เชื่อว่าอีกไม่นานเสียงเพลงแห่งแสงเทียนของไทยคงดังไกลไปถึงต่างแดนอย่างแน่นอน เพราะสินค้าสร้างสรรค์แบบนี้ยังคงได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ

(เรียบเรียงจาก www.exim.go.th)
TOP  
ของฝากจากฝ่ายระบบ
การเลือกซื้อ Notebook อย่างถูกต้อง ( 2 )

3. จอภาพที่ใหญ่ขึ้นมาก ดูง่ายและสบายตา
          หนึ่งในคุณสมบัติที่เด่นมากของโน้ตบุ๊กก็คือการใช้จอภาพแบบ LCD ซึ่งมีความเด่นกว่าของ CRT ที่ใช้ในเดสก์ทอป ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักเบากว่า ไม่มีการซ้อนกันของสี ความนิ่งและนวลของภาพที่เหนือกว่า นอกจากนั้นยังไม่มีรังสีแผ่ออกมาทำลายสายตาของคุณอีกด้วย ในอดีตจอภาพของโน้ตบุ๊กนั้นยังใช้แบบ Passive (จอที่ไม่ได้ใช้แสงจากตัวเองแต่ใช้แสงจากแสงแบคไลท์ด้านหลังหรือด้านข้างแทน ) ซึ่งมีข้อจำกัดอยู่ในเรื่องจอความสว่างและการแสดงผลในหลายๆ มุมทำได้ไม่ได้เราพบว่าเวลาใช้จะต้องประบจอภาพให้อยู่ในตำแหน่งที่พอดีถึงจะมองภาพได้ชัดเจน แต่ปัจจุบันหลังจากที่โน้ตบุ๊กเกือบทั้งหมดเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานใหม่ที่เป็น Active Matrix TFT ทำให้การแสดงผลสว่างมากกว่าเดิมอย่างไม่น่าเชื่อในรุ่นใหม่บางรุ่นนั้นแสดงผลได้คมและชัดกว่าจอแบบ CRT ในขณะเดียวกันเมื่อผลิตออกมามากราคาของจอเหล่านี้ก็จะถูกลง และทำให้มาตรฐานจอโน้ตบุ๊กในปัจจุบันจึงถือว่าดีกว่ามากทีเดียว และเหมาะแก่การใช้งานในส่วนของขนาดความกว้างของจอภาพนั้น ในอดีตมีของจำกัดมากมาย แต่ปัจจุบันไม่เป็นผลมากนัก การเลือก ควรเลือกตั้งแต่ 12.1" ซึ่งสำหรับโน้ตบุ๊กที่ต้องการพกพา และ 13.3 " - 14.1" สำหรับ โน้ตบุ๊กที่อยู่ในกลุ่มระดับกลาง ส่วนระดับ 15 " นั้นสำหรับ กลุ่มบนหรือกลุ่มที่ต้องการนำมาแทน เดสก์ทอปอย่างสมบูรณ์ และการใช้งานที่ทดแทนกันได้ให้มากที่สุด

สรุป : การเลือกจอในปัจจุบัน ควรเลือกที่ TFT เพราะว่าถูกลงมากและข้อดีต่างๆ ที่มีมากเกินกว่าที่จะไม่นำมาใช้ รวมทั้งขนาดจอที่ควรจะอยู่ที่ 13.3 - 14.1 ซึ่งกำลังดีในระดับเงินที่จ่ายไปได้คุ้มค่า

4. เบา สะดวก ประหยัดพื้นที่ และเงิน
          เรื่องของน้ำหนัก และความสะดวกในการพกพานั้นไม่ต้องสงสัยว่าโน้ตบุ๊กนั้นมีข้อได้เปรียบเดสก์ทอปอย่างไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว ซึ่งคงต้องกล่าวถึง การพกพาแน่นอนแต่ถึงแม้จะไม่สะดวกเท่า PDA แต่ก็การตอบสนองต่องานที่ทำนั้นดีกว่ามาก
          นอกจากนั้นแล้วยังช่วยประหยัดในกรณีที่ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อเดสก์ทอปเผื่อไว้ในที่ต่างๆ หรือคนที่ต้องย้ายที่ทำงานบ่อยๆ ก็จะหมดปัญหาในการทำงานได้ดีอีกด้วยหรือ การนำข้อมูลไปประชุม แล้กสนพรีเซนสิ่งต่างๆ ในที่ประชุมก็จะสะดวกมากขึ้น และทำให้เราดำเนินงานได้อย่างราบลื่นมากขึ้น

สรุป : ความคุ้มค่าในระยะยาวแล้ว การซื้อโน้ตบุ๊กอาจเป็นการลงทุนที่สูงแต่ว่าคุ้มค่าในการใช้ในอนาคตมากกว่าเดสก์ทอปอย่างมาก

5. Windows XP
          สำหรับในอดีตนั้น ผู้ใช้โน้ตบุ๊กนั้นอาจจะพอใจในการใช้ Windows 9X , Me หรือที่สามารถตอบสนองได้ดีไม่แพ้กันคือ Windows 2000 Professional แต่ก็ยังอาจจะติดที่เรื่องที่ว่ารักพี่เสียดายน้อง เพราะว่ากลุ่มแรกนั้นดีที่การทำงานที่ง่ายและเข้าใจง่ายไม่ยุ่งยากมาก และระบบในการใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงที่ดีกว่า Windows 2000 Professoional แต่ว่า ความเสถียรภาพน้อยกว่าพอสมควรซึ่งทำให้ Windows XP เป็นคำตอบในปัจจุบัน
          ทำไม Windows XP คือคำตอบ นั้นเรามาดูกันว่าทำไม ครับ เรพาะว่าการที่รวมกันระหว่างการทำงานที่มีความเสถียรภาพและมีความง่ายของ Windows me เข้าด้วยรวมกับ Windows 2000 ทำให้เกิด Xp ขึ้นมา ซึ่งใน xp นั้นมีคุณสมบัติ Hibernate มาแล้ว ซึ่งมีตั้งแต่ Windows me มาแล้วแต่ว่าใน รุ่นนี้ได้ทำการปรับให้มีความเสถียรภาพมากขึ้นและยังทำให้เราทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้อง save งานหรือหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อนปิดเครื่องให้หมดเมื่อแบตฯ จะหมดแล้วนั้นเอง และอีกเรื่องก็คือระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีกว่าเดิมซึ่งจะไม่ยอมให้คนที่ไม่มีรหัสเข้าระบบแต่อย่างใด ซึ่งดีสำหรับคนที่เอาเครื่องออกไปข้างนอกบ่อยๆ และไม่ต้องการให้ใครมายุ่งกับเครื่องของตนให้มากมายนั้นเอง

สรุป : การใช้ Windows xp อาจจะเหมาะกับเครื่องรุ่นใหม่ๆ เท่านั้น กรุณาสอบถามผู้ที่จำหน่ายท่านว่าทำได้หรือไม่ เพราะว่า ไม่เช่นนั้นท่านจะหา driver ไม่ได้อาจทำให้เสียอารมณ์ได้นะครับ แต่อีกสิ่งหนึ่งคือความเหนียวของระบบ ที่แฮงได้ยากมาก อันนี้ต้องยอมรับครับผม

(อ่านต่อฉบับหน้า)

(เรียบเรียงจาก www.thaicyberpoint.com)
TOP  
พักสมองสักนิด... กับ TRADE POINT
ผมเกลียดชื่อตัวเอง…
ลูกชาย: "แม่ครับ ผมเกลียดชื่อเล่นของผมจังเลย ช่วยเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ผมได้มั้ยครับ"
แม่: "อ้าว…ทำไมล่ะลูก ชื่อนี้เพราะดีนะ ชื่อชิป ฟังเป็นฝรั่งดีออก" แม่ตอบ
ลูกชาย: "ก็เวลาที่ผมป่วย ไม่สบาย มีคนมาเยี่ยม ก่อนกลับจะพูดว่า "ขอให้คุณชิปหายเร็วๆ นะค่ะ" บ้าง "ขอให้คุณชิปหายวัน ขอให้คุณชิปหายคืนนะครับ" บ้าง แล้วจะให้ผมชอบชื่อตัวเองได้ยังไงละครับ "
แม่: "…."
TOP  
ส่งคำแนะนำและคำถามที่ท่านต้องการสอบถามได้ที่
member@tradepointthailand.com