การทำธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต
หรืออีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) สำหรับประเทศไทยนั้น ยังมีอยู่ในวงจำกัด
เนื่องจากผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในระบบรักษาปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต
ขณะเดียวกันเว็บร้านค้าเองก็ประสบปัญหาผู้แอบอ้างซื้อสินค้า
ทำให้ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ดังนั้น ก่อนทำธุรกิจซื้อ-ขายกันบนอินเตอร์เน็ตทุกครั้ง
จึงควรต้องพิจารณาปัจจัยประกอบต่างๆด้วย
ดูที่น่าเชื่อถือ
การซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต ก็เหมือนๆกับการซื้อของที่วางจำหน่ายอยู่ตามร้านค้าทั่วไป
ผู้บริโภคควรเลือกเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ โดยอาจดูจากชื่อเสียงของเว็บไซต์นั้น
ซึ่งถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง
เพราะเว็บชื่อดังส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องภาพพจน์
ดูให้ถี่ถ้วน
อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคไม่ควรมองข้ามเมื่อตัดสินใจซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ก็คือ
สัญญาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะระบุรายละเอียดต่างๆไว้อย่างชัดเจน
เช่น ระยะเวลาการจัดส่งและเงื่อนไขการส่งคืนสินค้า ผู้บริโภคจำเป็นต้องตรวจสอบก่อนว่า
เว็บร้านค้ามีระบบจัดส่งอย่างไร หรือจะรับผิดชอบอย่างไร
หากสินค้าได้รับความเสียหายระหว่างเดินทาง
ดูที่ซีเคียวริตี้
อุปสรรคสำคัญของอีคอมเมิร์ซคือ การโจรกรรมข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นและไม่ไว้วางใจในระบบรักษาความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตจะปลอดภัยหรือไม่นั้น
อยู่ที่ว่ามีการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสข้อมูล เช่น SSL (Secure
Socket Layer) ในเว็บไซต์หรือไม่ด้วย ซึ่งผู้บริโภคสามารถสังเกตได้จาก
2 จุดบนเว็บเบราเซอร์
จุดแรก
คือดูที่ยูอาร์แอล (URL) หรือชื่อเว็บไซต์ ปกติการเข้าเว็บต่างๆ
นั้น เราจะใช้ HTTP (HyperText Transmission Protocol)
เป็นมาตรฐาน เช่น
http://www.manager.co.th/
แต่ถ้าเว็บใดมีการใช้เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยแบบ
SSL แล้วล่ะก็ มาตรฐานที่ใช้จะเปลี่ยนเป็น HTTPS (HyperText
Transmission Protocol, Secure) ซึ่งยูอาร์แอลจะขึ้นต้นด้วย
https:// เช่น
https://www.manager.co.th/
อีกจุด
คือ สัญลักษณ์ที่ตัวเว็บเบราเซอร์ (Web Browser) ให้สังเกตที่บริเวณไทเทิลบาร์
(Title Bar) ทางด้านล่าง หากปรากฏเป็นรูปกุญแจ แสดงว่าเว็บดังกล่าวอยู่ในระบบป้องกัน
จ่ายด้วยบัตรเครดิต
เมื่อตรวจสอบความระบบป้องกันและเงื่อนไขต่างๆ จนแน่ใจแล้ว
ตกลงใจจะซื้อสินค้าทางอินเตอร์แน่นอน ขั้นตอนต่อไปจะเข้าสู่กระบวนการชำระเงิน
(E-Payment) ปัจจุบันการชำระเงินผ่านเครือข่ายออนไลน์สามารถกระทำได้หลายวิธี
อาทิ การใช้บัตรเครดิต, เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (E-Check),
เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (E-Cash) ฯลฯ แต่การชำระเงินที่ได้รับความนิยมและมีความเหมาะสมมากที่สุด
คือ การชำระด้วยบัตรเครดิต
ดูกระบวนการชำระเงินของธนาคาร
สำหรับขั้นตอนการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตนั้น แต่ละธนาคารจะมีระบบที่ไม่เหมือนกัน
ต่างกันมากบ้างน้อยบ้างก็แล้วว่าเป็นระบบของใคร แต่โดยรวมถือว่าทุกธนาคารอยู่ในระดับที่น่าพอใจ
ตัวอย่างเช่น ระบบชำระเงินของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
1.ผู้บริโภคเลือกสินค้าที่ต้องการผ่านหน้าเว็บไซต์ของร้านค้า
พร้อมระบุรายละเอียดการสั่งซื้อ ส่งไปยังร้านค้า
2.เมื่อร้านค้าได้รับคำสั่งซื้อแล้ว
จะส่งรายการและจำนวนเงินค่าสินค้าในคำสั่งซื้อนั้นๆ ไปยังธนาคาร
3.
ธนาคารส่งหน้าจอกรอกบัตรเครดิตกลับมาให้ผู้บริโภค
4.ผู้บริโภคกรอกรายละเอียดบัตรเครดิต
เพื่อขออนุมัติรายการจากธนาคาร ซึ่งในขั้นตอนนี้หน้าจอของผู้บริโภคจะดำเนินการผ่านเว็บไซต์ของธนาคาร
โดยทางร้านค้าไม่มีสิทธิ์รับรู้ได้เลย
5.ธนาคารแจ้งผลการอนุมัติบัตรเครดิตให้ผู้บริโภคและร้านค้าทราบทันทีพร้อมๆ
กัน
6.ร้านค้าส่งรายการเรียกเก็บเงินทุกสิ้นวันและจะได้รับเงินค่าสินค้าในวันรุ่งขึ้น
จากขั้นตอนดังกล่าวจะเห็นว่า
ร้านค้าไม่สามารถเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าไว้ได้เลย
ผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่า ข้อมูลบัตรเครดิตของตนจะไม่ถูกขโมยไป
เพราะขั้นตอนการกรอกหมายเลขบัตรเครดิตจะกระทำบนหน้าจอของธนาคาร
ซึ่งถือว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยในระดับสูงสุด
เมื่อถึงตรงนี้
เชื่อว่าหลายท่านคงมีความมั่นใจมากขึ้น กล้าที่จะซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือทำธุรกรรมทางการเงินบนอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น
เทคโนโลยีมีอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้เท่านั้น
และถ้าใช้ก็ควรใช้ให้เป็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ตัวผู้บริโภคเอง
ที่ต้องใส่ใจในรายละเอียดตามที่ได้กล่าวมา รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ
อันจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองอย่างยิ่ง