มาถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการที่ขายสินค้า
หรือให้บริการบนอินเทอร์เน็ตจึงต้องรับความเสี่ยงค่อนข้างสูง
วิธีการที่ร้านค้าบนอินเทอร์เน็ตมักใช้ในการป้องกันการใช้บัตรเครดิตปลอมมี
2 วิธี คือ
1) การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของหมายเลขบัตรเครดิตที่ใช้บนอินเทอร์เน็ตกับธนาคารเจ้าของบัตร
(Verification Service) ซึ่งโดยส่วนใหญ่การใช้บัตรเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้า
หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตมักใช้บัตรเครดิตในเครือข่ายของ
วีซ่า (VISA) มาสเตอร์การ์ด (MASTERCARD) และ อเมริกันเอ็กซ์เพรส
(AMERICAN EXPRESS) การตรวจสอบกับบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตดังกล่าว
จึงแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งโดยร้านค้าที่ขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต
และต้องการได้รับการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเครดิตของลูกค้าที่ใช้บริการซื้อสินค้า
หรือบริการต้องสมัคร เพื่อใช้บริการตรวจสอบจากวีซ่า หรือมาสเตอร์การ์ด
ท่านผู้อ่านที่สนใจบริการนี้อาจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์
www.visa.com www.americanexpress.com
หรือ
www.mastercard.com
ยกตัวอย่างเช่น
นาย ก ต้องการซื้อหนังสือผ่านเว็บไซต์อเมซอนดอทคอม นาย
ก แฮคหรือขโมยหมายเลขบัตรเครดิตของนาย ข มาใช้ หาก นาย
ข ใช้รหัสผ่านเพื่อยืนยันการใช้บัตรเครดิตอีกครั้ง นาย
ก หากไม่ทราบรหัสดังกล่าว ก็ไม่สามารถทำการซื้อขายบนอินเทอร์เน็ตได้
2) วิธีการตรวจสอบสถานที่ส่งมอบสินค้า วิธีนี้เป็นที่นิยมมากในอเมริกา
เนื่องจากในอเมริกามีการให้บริการตรวจสอบว่าที่อยู่ที่จัดส่งสินค้าว่ามีอยู่จริง
และเป็นที่อยู่เดียวกับเจ้าของบัตรหรือไม่ ในประเทศไทยบริการนี้ยังมีอยู่น้อย
และเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะจึงไม่เป็นที่นิยม จากสถิติปรากฏว่า
ประเทศไทยนั้นอัตราการใช้บัตรเครดิตปลอมนั้น ยังไม่สูงมากนักหากเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีค่านิยมในการใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดที่สูงมาก
คดีในประเทศไทยที่ผมรับทราบมาส่วนใหญ่มักเป็นคนใกล้ชิดกับเจ้าของบัตรเครดิต
หรือบัตรเอทีเอ็มที่นำเอาบัตรเครดิต หรือบางทีบัตรเอทีเอ็มไปใช้ส่วนตัวโดยเจ้าของบัตรไม่ทราบ
ซึ่งกรณีดังกล่าวเจ้าของบัตรก็อาจต้องรับผิดหากธนาคารเจ้าของบัตรพิสูจน์ได้ว่า
เจ้าของบัตรประมาทเลินเล่อไม่ดูแลบัตรของตนให้ดี
อีกคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ
3-4 ปีที่แล้วในไทย คือ กรณีที่พนักงานของธนาคารแห่งหนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่บ้างแก้ไขระบบโปรแกรม
ของเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารแห่งหนึ่งให้จำรหัสผ่านของผู้ที่ใช้บัตรเอทีเอ็ม
และบัตรเครดิตทุกคนที่เบิกถอนผ่านเครื่องเอทีเอ็มโดยเขียนเป็นภาษาโคบอลท์เพิ่มเติมเข้าไปเป็น
8 หลัก หลังจากนั้น นำบัตรพลาสติกที่ตนเองจัดเตรียมไว้ปั๊มแถบแม่เหล็ก
และรหัสของบัตรเครดิตและเอทีเอ็มลงบนแผ่นพลาสติกเปล่า
และนำไปเบิกถอนเงินเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาท สุดท้ายก็ถูกจับกุมและดำเนินคดีในที่สุด
สุดท้ายนี้ ทางแก้ไขที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ ก็คือ
ควรใช้เทคโนโลยีในการป้องกันการใช้บัตรเครดิตปลอม และพิจารณาการซื้อขายที่น่าสงสัยเป็นรายๆ
ไป หรือไม่ก็ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่บางบริษัทนำมาขายเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยง
ของการใช้บัตรเครดิตของผู้ซื้อแต่ละรายน่าจะแก้ไขปัญหาการใช้บัตรเครดิตปลอมได้ในระดับหนึ่งค่ะ